ปี 2563 นับเป็นปีที่บริษัทฯ ครบรอบการดำเนินงานมามากกว่า 30 ปี จากการสั่งสมประสบการณ์ที่ผ่านมาบริษัทฯ มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการดำเนินงานให้บริษัทฯ มีผลประกอบการที่เติบโต และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสู่โอกาสในสิ่งใหม่ด้านระบบขนส่ง ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในระบบบริหารจัดการจราจร และระบบเก็บเงิน และปัจจัยอื่นที่สนับสนุนการเติบโตของบริษัทฯ ได้แก่ ฐานะการเงิน และประสบการณ์ตลอดอายุการทำงานของบุคลากรบริษัทฯ ที่เข้มแข็งขึ้นจากอดีตที่ผ่านมา รวมทั้งโอกาสในการขยายโครงการใหม่ที่จะร่วมประมูลโครงการต่างๆ ของภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในปี 2563 สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โควิด-19 (Coronavirus Disease 2019 : COVID-19) ในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2563 ซึ่งภาครัฐได้ใช้มาตรการในการสกัดกั้นการระบาดของโรคโดยการควบคุมการเดินทาง การยกเลิกกิจกรรมในพื้นที่สาธารณะ (Lockdown) และประกาศเคอร์ฟิวส์ ช่วงเดือนเมษายน 2563 ทำให้จำนวนปริมาณจราจรและรายได้เฉลี่ยของเดือนเมษายน เป็นเดือนที่ต่ำที่สุด แต่หลังจากภาครัฐสามารถควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อลดลงจนจำนวนผู้ติดเชื้อภายในประเทศเป็นศูนย์ จึงได้ประกาศมาตรการผ่อนคลาย (Lockdown Easing) เป็นระยะ เริ่มจากเดือนพฤษภาคม 2563 โดยอนุญาตให้กิจกรรมที่มีความเสี่ยงในการแพร่เชื้อต่ำ สามารถดำเนินกิจกรรมได้ตามปกติเป็นระยะรวมทั้งหมด 5 ระยะ ทำให้ปริมาณจราจรและรายได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2563 ภาครัฐได้แถลงให้ภาคประชาชนเตรียมพร้อมรับมือการระบาดในประเทศของโรค COVID -19 อีกครั้ง และได้ประกาศจำกัดการเดินทางในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงในวันที่ 21 ธันวาคม 2563 ซึ่งถือเป็น “การระบาดระลอกใหม่” โดยผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ทั้ง 2 ครั้งในปี 2563 ทำให้รายได้ค่าผ่านทางตลอดทั้งปี 2563 ลดลงจำนวน 769.25 ล้านบาท จากปี 2562 เหลือ 2,046.9 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 27.3 และบริษัทฯ มีกำไรลดลงจำนวน 367.2 ล้านบาท จากปี 2562 เหลือ 791.4 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 31.7

ทั้งนี้ ในปี 2563 บริษัทฯ ยังคงได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในองค์กรและตราสารหนี้ของบริษัทฯ ในระดับ “BBB+” และแนวโน้มอันดับเครดิตได้กำหนดที่ระดับ “Stable” หรือ “คงที่” ด้วยผลการดำเนินงานที่ดีมาโดยตลอด และไม่มีประวัติการผิดนัดชำระหนี้ โดยในปี 2563 บริษัทฯ ได้จ่ายคืนหนี้หุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระคืนที่จำนวนรวม 1,640 ล้านบาท ทำให้ยอดภาระหนี้หุ้นกู้ขอ บริษัทฯ ณ 31 ธันวาคม 2563 บริษัทฯ ไม่มีภาระชำระคืนหนี้หุ้นกู้คงเหลือ และในปี 2563 บริษัทฯสามารถจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นรวม 156.2 ล้านบาท และ ณ สิ้นปี 2563 อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนเท่ากับ 0.4 เท่า ซึ่งบริษัทฯ เชื่อมั่นว่า บริษัทฯยังคงมีผลกำไรที่จะจ่ายเงินปันผลควบคู่กันไปกับการชำระหนี้เงินกู้ตามสัญญาทางการเงินให้กับสถาบันการเงินทุกๆ ปี เพื่อให้ผู้ถือหุ้นได้รับเงินปันผล และ สร้างความยั่งยืนและความมั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว

ในปี 2563 มีความคืบหน้าเป็นอย่างมากในการดำเนินการนำหุ้นสามัญของบริษัทฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2563 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) ได้อนุญาตบริษัทฯ ให้เสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ต่อประชาชนตามที่บริษัทฯ ได้ยื่นคำขออนุญาตไว้ แต่เกิดโรคระบาดบริษัทฯ จึงขอยื่นเวลาในการเสนอขายหุ้น ต่อมาเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2563 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้พิจารณารับหุ้นสามัญของบริษัทฯ เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนและให้เสนอขายหุ้นต่อประชาชนให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 10 พฤษภาคม 2564 และเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2563 สำนักงาน ก.ล.ต. ขยายระยะเวลาการอนุญาตให้เสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ของบริษัทฯ ออกไปจนถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2564 ซึ่งบริษัทฯ จะพยายามเสนอขายหุ้นต่อประชาชนภายในกำหนด

สำหรับด้านการปรับปรุงการให้บริการเพื่อให้ผู้ใช้ทางสามารถใช้บริการทางยกระดับดอนเมืองด้วยความสะดวก รวดเร็วและปลอดภัยนั้นบริษัทฯ ได้พัฒนาระบบการจัดการจราจรและอำนวยความสะดวกบนทางยกระดับโดยปรับปรุง เปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ต่างๆ บนทางยกระดับ ให้ทันสมัย และมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการจัดการจราจรบนทางยกระดับของบริษัทฯ โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในปี 2564 และได้มีการพัฒนาระบบเก็บค่าผ่านทางแบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความสะดวกและมีทางเลือกในการชำระค่าผ่านทางจอผู้ใช้ทาง ประกอบกับสนองตอบนโยบายจากภาครัฐที่ส่งเสริมให้มีการใช้ระบบเก็บค่าผ่านทางแบบอิเล็กทรอนิกส์

ในส่วนของคดีปกครองที่บริษัทฯ ถูกฟ้องเป็นจำเลยร่วมกับภาครัฐรวม 3 คดี ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องบริษัทฯ แล้ว 2 คดี จึงคงเหลือคดีปกครอง 1 คดีที่อยู่ในชั้นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ทั้งนี้บริษัทฯ ร่วมกับที่ปรึกษากฎหมายได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลของคดีจะออกมาเป็นคุณต่อบริษัทฯ เช่นเดียวกับ 2 คดีแรกที่ศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษายกฟ้องบริษัทฯ แล้ว

บริษัทฯ ได้เป็นหลักในการก่อตั้งและบริหารจัดการมูลนิธิทางสู่ฝัน ปั้นคนเก่ง (Dream for Achievement Foundation) ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2556 เพื่อมอบทุนการศึกษาให้กับนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์แต่มีความประพฤติดี ความสามารถสูง สามารถสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศได้รับทุนการศึกษาในระดับปริญญาตรี ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2556 เรื่อยมาถึงปัจจุบันมูลนิธิฯได้มอบทุนให้แก่นักศึกษาที่มีความสามารถดังกล่าวรวมทั้งสิ้นจำนวน 148 ทุน และนักศึกษาของมูลนิธิฯ ทุกท่านมีความประพฤติและผลการเรียนที่ดี ทั้งนี้ตั้งแต่เริ่มบริหารงานมูลนิธิฯ เป็นต้นมาจนถึงปี 2563 มีนักศึกษาทุนสำเร็จการศึกษาจำนวนทั้งหมด 52 ท่าน โดยได้รับเกียรตินิยมอันดับ 1 และ อันดับ 2 รวมกัน จำนวน 27 ท่าน คิดเป็นร้อยละ 52 ซึ่งเป็นที่น่ายินดียิ่ง มูลนิธิทางสู่ฝัน ปั้นคนเก่ง ยังคงเดินหน้ามอบทุนดังกล่าวต่อไปเพื่อสร้างเสริมเยาวชนที่มีความรู้ ความสามารถ แต่ฐานะยากจนและด้อยโอกาสเหล่านี้เพื่อเติบโตมาเป็นพลังในการพัฒนาประเทศชาติ ทางบริษัทฯ จะสนับสนุนมูลนิธิทางสู่ฝัน ปั้นคนเก่ง ต่อไป และเปิดโอกาสให้ผู้มีจิตศรัทธาที่ประสงค์จะส่งเสริมการศึกษาตามนโยบายของมูลนิธิฯ ดังกล่าวได้ร่วมบริจาค อันจะทำให้มูลนิธิฯ เป็นองค์กรช่วยเหลือสังคมที่ยั่งยืนต่อไป (รายละเอียดมูลนิธิตาม website: www.daf.or.th)

ท้ายนี้ กระผมในนามของผู้ถือหุ้น คณะกรรมการบริษัท ผู้บริหาร ฝ่ายบริหาร และพนักงานของบริษัทฯ ทุกท่าน ขอขอบคุณประชาชน ผู้ใช้บริการ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ท่านผู้ถือหุ้น ผู้ถือหุ้นกู้ และผู้มีส่วนได้เสียที่สนับสนุนการดำเนินงานและให้ความไว้วางใจบริษัทฯ ด้วยดีเสมอมา พร้อมกันนี้ ต้องขอขอบคุณและขอแสดงความชื่นชมต่อคณะกรรมการ ผู้บริหาร ฝ่ายบริหาร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงานของบริษัทฯ ทุกท่าน ที่ได้ร่วมมือร่วมใจ มุ่งมั่น ทุ่มเทปฏิบัติงาน และช่วยกันพัฒนางานอย่างเต็มที่ตลอดมา จึงส่งผลให้บริษัทฯ มีความแข็งแกร่งในทุกด้าน สามารถให้บริการทางยกระดับดอนเมืองให้กับผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามพันธกิจและวิสัยทัศน์ที่บริษัทฯ ได้กำหนดไว้เป็นอย่างดี


นายสมบัติ พานิชชีวะ

ประธานกรรมการ