EN
/ TH

มิติด้านสิ่งแวดล้อม

บริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากร ธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด และการปกป้องสิ่งแวดล้อม เพื่อคุณภาพที่ชีวิตที่ดีของคนในปัจจุบันและรุ่นต่อไป มุ่งมั่นให้ความสำคัญต่อการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า คำนึงถึงผลกระทบของมลพิษจากการดำเนินงาน และการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก

จึงได้มีการกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับการดำเนินงานให้มีความรับผิดชอบ และดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมในตลอดกระบวนการของการดำเนินธุรกิจ โดยนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ที่อาจเกิดขึ้นจากการประกอบกิจการ และส่งเสริมการปลูกจิตสำนึกในเรื่องการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับพนักงานทุกคน เปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมในการจัดการและดูแลสิ่งแวดล้อม ผ่านคณะทำงานโครงการ 3Rs (Reduce Reuse Recycle) สำนักงานสีเขียว ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศการมีส่วนร่วมและเป็นช่องทางให้พนักงานร่วมกันแสดงพลังและจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในองค์กร

ปริมาณการปล่อยก๊าชเรือนกระจกองค์กร ปี 2567
รวม 3,086 ตันคาร์บอนไดออกไซด์

เป้าหมาย ปี 2569

ลดลง > %

เทียบกับปี 2566

การใช้กระดาษ

ปริมาณกระดาษที่ใช้ปี 2568

1,518 กิโลกรัม

ลดลง 41% เทียบกับปี 2566


เป้าหมายปี 2569

ลดลง > 10%

เทียบกับปี 2566

การใช้พลังงานแสงอาทิตย์

การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ปี 2568

600,000 กิโลวัตต์-ชั่วโมง

การใช้พลังงานไฟฟ้า

การใช้พลังงานไฟฟ้า ปี 2568

3,516,669 กิโลวัตต์-ชั่วโมง

เป้าหมาย ปี 2569

ลดลง > %

เทียบกับปี 2566

ด้านการจัดการขยะและของเสีย

ผลการคัดแยกขยะ ปี 2568

ปริมาณขยะและของเสียที่ผ่านการะบวนการ Reuse และ/หรือ Recycle

%

เป้าหมาย ปี 2569

รีไซเคิล %

เทียบกับปริมาณขยะทั้งหมดในปี 2569

จัดซื้อผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

มูลค่าการจัดซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

คิดเป็น 79% ของปริมาณสั่งซื้อทั้งหมด

เป้าหมาย ปี 2569

มูลค่าการจัดซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม > 50%

เทียบกับมูลการจัดซื้อปี 2569

การใช้น้ำ

ปริมาณการใช้น้ำหมุนเวียน / รีไซเคิล

845.975 ลูกบาศก์เมตร


เป้าหมาย ปี 2569

ประหยัดการใช้น้ำประปาได้ > 430 ลูกบาศก์เมตรต่อปี

ปริมาณการใช้น้ำ ปี 2568

13,657 ลูกบาศก์เมตร

ลดลง 14%


เป้าหมาย ปี 2569

ลดลง > 10%

เทียบกับปี 2566

เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกองค์กร

บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของประเทศไทยหลังจากเข้าร่วมประชุม COP26 โดยมีเป้าหมาย สำคัญให้ประเทศไทยเป็น Carbon Neutrality ในปี 2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2065 หลังจากนั้น ในการประชุม COP27 ประเทศไทยได้กำหนดนโนบายและแผนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศใหม่ ดังนี้

กำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

เร็วขึ้นกว่าเดิม 5 ปี

จากปี 2030 เป็นปี 2025

ปรับเป้าหมายการเป็นกลางทางคาร์บอน

เร็วขึ้นกว่าเดิม 15 ปี

ปรับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์

เร็วขึ้นกว่าเดิม 35 ปี

จากปี 2065 เป็นปี 2050

กำหนดเป้าหมาย NDC

เป็นร้อยละ 40 ภายในปี 2030

ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

ร้อยละ 40 ภายในปี 2030

แผนที่นำทางเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกขององค์กร

การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก

ปริมาณการปล่อยก๊าชเรือนกระจก GHG (ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ) ในปี 2567

ขอบเขตที่ 1 : การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรง

456 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ขอบเขตที่ 2 : การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน

2,060 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

อื่นๆ

570 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ขอบเขตที่ 1 : การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรง

จากกิจกรรมต่างๆ ขององค์กร เช่น การเผาไหม้ของเครื่องจักร การใช้พาหนะขององค์กร (ที่องค์กรเป็นเจ้าของเอง) การใช้สารเคมีในการ บำบัดน้ำเสีย การรั่วซึม/รั่วไหล จากกระบวนการหรือกิจกรรม เป็นต้น

ขอบเขตที่ 2 : การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน

ได้แก่ การซื้อพลังงานไฟฟ้า พลังงานความร้อน พลังงานไอน้ำ มาใช้ในองค์กร เป็นต้น

ขอบเขตที่ 3: การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมด้านอื่นๆ

เช่น การเดินทางของพนักงานด้วยพาหนะที่ไม่ใช่ขององค์กร การเดินทางไปสัมมนานอกสถานที่ การใช้วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เป็นต้น

CERTIFICATE Number : TGO CFO FY26-03-201
CERTIFICATE Number : ISO 14064 - 1 : 2018

การสร้างวัฒนธรรมและให้ความรู้ด้าน ESG

บริษัทฯ มุ่งขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความยั่งยืนตามหลัก ESG (Environmental, Social, Governance) ปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรด้านจริยธรรมและการกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ โดยมุ่งเน้นการสร้างความตระหนักรู้ในทุกระดับ ผ่านกิจกรรมหลากหลายรูปแบบที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานทุกคนในองค์กร เพื่อให้ ESG ไม่เป็นเพียงนโยบายหรือภาพลักษณ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางปฏิบัติที่หยั่งรากอยู่ภายในองค์กรอย่างแท้จริง

เครื่องแบบพนักงานที่สะท้อนแนวคิด ESG โดยบริษัทฯ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าของ Eco Supreme ที่ผลิตจากวัตถุดิบรีไซเคิล อาทิ ขวด PET รีไซเคิลเศษผ้า ฯลฯ ผ่านกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และได้รับการรับรองฉลากด้าน Carbon Footprint Products จาก อบก. โดยบริษัทฯ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จากกิจกรรมนี้ Scope 3

การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสื้อดังกล่าว ทำให้บริษัทฯ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก Scope 3 ได้รวม 6,447 กิโลกรัมคาร์บอนเทียบเท่า (kgCO₂e) ที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ขององค์กร

ปลูกฝัง ESG DNA สร้างรากฐานสู่องค์กรยั่งยืน

บริษัทฯ เข้าร่วมโครงการ “ESG DNA” ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหลักสูตรการเรียนรู้ที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับองค์ความรู้และความเข้าใจด้านความยั่งยืนให้แก่พนักงานทุกระดับทั่วทั้งองค์กร เพื่อส่งเสริมให้พนักงานมีบทบาทในการขับเคลื่อนแนวทางที่ยั่งยืน ทั้งในระดับองค์กร ลูกค้า และสังคมโดยรวม เป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ (e-Learning) มีพนักงานของบริษัทฯ สำเร็จการอบรมโครงการ ESG DNA 100% ครอบคลุมทุกสายงานทั้งหมด

ทั้งนี้บริษัทฯ ได้รับเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติและความสำเร็จ จากโครงการ ESG DNA ในฐานะองค์กรที่ให้ความร่วมมืออย่างดียิ่ง และสามารถสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าผลักดันความรู้และแนวทางด้าน ESG สู่การสร้างวัฒนองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยคุณค่า (Value-Driven Culture) เพื่อให้ทุกกิจกรรมและโครงการคำนึงถึงผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ

อาคารประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

บริษัทฯ ได้ดำเนินการปรับปรุงอาคารปฏิบัติการ (Main Operation Center) โดยนำหลักเกณฑ์การประเมินความยั่งยืนทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมไทยหรือ Green Building โดยคำนึงถึง การใช้ทรัพยากร พลังงาน และสภาพแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม ลดการก่อมลภาวะ ลดการใช้พลังงาน ลดการใช้น้ำ และสร้างสรรค์พื้นที่ที่มีคุณภาพของผู้ใช้อาคาร

การใช้พลังงาน, น้ำ และทรัพยากรอื่นๆ อย่างมีประสิทธิภาพ
การใช้พลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์
มาตรการลดมลภาวะและของเสีย รวมไปถึงการนำกลับมาใช้ใหม่ และการรีไซเคิล
คุณภาพของสภาวะแวดล้อมในอาคารที่ดี
การใช้วัสดุปลอดสารพิษ วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน
คำนึงถึงผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมจากการออกแบบ ก่อสร้าง และการใช้งาน
คำนึงถึงคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในด้านการออกแบบ โครงสร้าง และการใช้งาน
การออกแบบอาคารที่เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้
ผลการดำเนินงาน

ในปี 2567 บริษัทฯ ได้ดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาอาคารสำนักงานใหญ่ของบริษัทฯ ที่เป็นอาคารเก่า ตามเกณฑ์ TREES-EB ครอบคลุมประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนของอาคารระหว่างการใช้งาน ทั้งในมิติการบริหารจัดการอาคาร การจัดการพื้นที่และภูมิทัศน์โดยรอบ การใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการพลังงาน วัสดุและทรัพยากร คุณภาพสิ่งแวดล้อมภายในอาคาร ตลอดจนมาตรการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมนวัตกรรมด้านอาคารเขียว และในปี 2568 อาคารสำนักงานใหญ่ (Main Operation Center: MOC) ได้ป้ายรับรองอาคารตามเกณฑ์มาตรฐาน TREES-EB (Existing Building) ระดับ Gold โดยนับเป็นอาคารแห่งแรกที่ได้รับรองภายใต้มาตรฐานนี้

ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการยกระดับอาคารเดิมให้มีประสิทธิภาพด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ โดยแสดงให้เห็นว่าแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนสามารถดำเนินการได้กับอาคารที่ใช้งานอยู่ ผ่านการปรับปรุง บริหารจัดการที่เหมาะสม และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

เป้าหมาย

ใช้มาตรฐานอาคารเขียว ตามเกณฑ์การประเมินความยั่งยืนทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมไทยสำหรับอาคารระหว่างใช้งาน (Thai’s Rating of Energy and Environmental Sustainability for Existing Building : Operation and Maintenance)

คุณภาพของสภาวะแวดล้อมภายในอาคาร

TREES-EB คุณภาพของสภาวะแวดล้อมภายในอาคาร (Indoor Environment Quality) IE 1.4 จัดให้มีพื้นที่สูบบุหรี่

เกณฑ์การประเมินในส่วนของสภาพแวดล้อมภายใน (IE) มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ดี ส่งเสริมคุณภาพชีวิต ทั้งทางด้านสภาวะน่าสบายแสงธรรมชาติ และทัศนียภาพ ตลอดจนคุณภาพอากาศภายในที่ดี ไม่มีการสะสมของสารพิษและสิ่งปนเปื้อนต่าง ๆ

บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) ประกาศยกเลิกที่พักสูบบุหรี่เดิม และประกาศใช้เขตสูบบุหรี่ใหม่ตามเกณฑ์อาคารเขียวไทย

บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) ต้องการลดผลกระทบที่ จะเกิดขึ้นกับผู้ใช้อาคาร พื้นที่ภายในตัวอาคารและระบบการระบายอากาศ (Ventilation System) จากการสูบบุหรี่ โดยกำหนดนโยบาย ห้ามสูบบุหรี่ภายในอาคารและจัดพื้นที่สำหรับสูบบุหรี่โดยเฉพาะ โดยห่างจากประตูต่าง ๆ และช่องนำอากาศเข้าไม่น้อยกว่า 10 เมตร เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ TREES-EB หัวข้อ IR 1.4

โครงการ “ทำนาลดคาร์บอน” ยกระดับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต

ปี 2568 บริษัทฯ ร่วมกับบริษัท เนทซีโรคาร์บอน จำกัด ส่งเสริมโครงการ “ทำนา ลดคาร์บอน” บนพื้นที่นำร่อง 20 ไร่ ณ อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีเกษตรในชุมชนเข้าร่วม เพื่อเปลี่ยนผ่านการทำนาแบบดั้งเดิมไปสู่ระบบการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของบริษัทฯ ในการสนับสนุนแนวทางการเกษตรที่ยั่งยืน ด้วยการใช้แนวทางการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying: AWD) ซึ่งเป็นแนวทางการเกษตรที่ช่วยลดการใช้น้ำและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้ประมาณ 8 ตันคาร์บอนเทียบเท่าต่อปี (tCO₂e)

ควบคู่กับการงดการเผาตอซังข้าว และใช้วิธีย่อยสลายตอข้าวตามธรรมชาติ จึงช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 อีกทั้งยังส่งเสริมให้ต้นข้าวมีความแข็งแรง รากหยั่งลึก และให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ โดยมีการนำ เทคโนโลยีทางการเกษตรและเทคโนโลยีดาวเทียม มาใช้ในการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ รวมทั้งสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรจากการขายคาร์บอนเครดิต

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนแนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และช่วยสร้างฐานข้อมูลด้านคาร์บอนเครดิต เพื่อนำไปต่อยอดการพัฒนาโครงการด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต

ควบคู่กับการงดการเผาตอซังข้าว และใช้วิธีย่อยสลายตอข้าวตามธรรมชาติ จึงช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 อีกทั้งยังส่งเสริมให้ต้นข้าวมีความแข็งแรง รากหยั่งลึก และให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ โดยมีการนำ เทคโนโลยีทางการเกษตรและเทคโนโลยีดาวเทียม มาใช้ในการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ รวมทั้งสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรจากการขายคาร์บอนเครดิต

โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนแนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และช่วยสร้างฐานข้อมูลด้านคาร์บอนเครดิต เพื่อนำไปต่อยอดการพัฒนาโครงการด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต

โครงการ “ทำนาลดคาร์บอน” ยังช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจและส่งเสริมการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้กรอบ ESG และสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการลดก๊าซเรือนกระจกและการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้เชื่อมโยงมิติด้านสิ่งแวดล้อมสู่สังคม โดยข้าวที่ได้จากโครงการ “ทำนาลดคาร์บอน” จะถูกนำไปทำกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR)

สำนักงานสีเขียว

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality)

ในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2608 จึงได้เข้าร่วมโครงการสำนักงานสีเขียว เนื่องจากมีความตระหนักถึงสภาวการณ์ปัญหาภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน จึงมุ่งมั่นที่จะให้องค์กรมีการดำเนินการจัดการปรับปรุงระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ตามเกณฑ์สำนักงานสีเขียว (Green Office) สนับสนุน ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของบุคลากรและผู้เกี่ยวข้องกับองค์กรให้ได้รับความรู้และตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมในการจัดการสิ่งแวดล้อมสู่การเป็นสำนักงานสีเขียว (Green Office) อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

ผลการดำเนินงาน

ในปี 2567 บริษัทฯ ได้รับการรับรองมาตรฐาน Green Office ระดับดีมาก สำหรับพื้นที่สำนักงานใหญ่ (Main Operation Center: MOC) และอาคารด่านเก็บค่าผ่านดอนเมือง และในปี 2568 บริษัทฯ ได้รับรองมาตรฐาน Green Office ทั้งระดับดีมาก (G ทอง) และระดับดี (G เงิน) สำหรับพื้นที่อาคารด่านเก็บค่าผ่านทาง ทั้ง 8 พื้นที่

เป้าหมาย

มุ่งเน้นการสร้างความตระหนักรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรและพลังงานของบุคลากรให้เกิดความคุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างสภาพแวดล้อมให้สำนักงานมีพื้นที่สีเขียว และปฏิบัติตามข้อกฎหมาย ระเบียบ และข้อปฏิบัติอื่น ๆ อย่างเคร่งครัด

การบริหารจัดการขยะ ของเสีย และเศรษฐกิจหมุนเวียน

โครงการ การนำฝุ่นและเศษวัสดุจากรถกวาดดูดฝุ่นและเศษวัสดุจากการซ่อมบำรุงผิวทางยกระดับกลับมารีไซเคิล

บริษัทฯ พร้อมด้วยอุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ สถาบันพลาสติก บริษัท ซีโร่ เวสท์ โยโล จํากัด และบริษัท จีอีพีพี สะอาด จำกัด สนับสนุนโครงการศึกษาวิจัยและทดลองการขึ้นรูปฝุ่นจากรถกวาดดูดฝุ่นผสมกับขยะพลาสติก เป็นวัสดุตกแต่งและปูทางเดิน โดยมีขอบเขตการวิจัย คือ การนำฝุ่นที่มาจากการดูดกวาดบนสายทาง มาผสมกับขยะพลาสติกทั้งหมด 5 ประเภทคือ HDPE, PP, PS, PET และพลาสติกรวม ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการคัดแยกขยะพลาสติกรีไซเคิล โดยในการทดลองนั้น จะปรับเปลี่ยนสัดส่วนของฝุ่นและปริมาณพลาสติกแต่ละประเภท เพื่อหาแนวทางการขึ้นรูปผลิตอิฐก้อนหรือแผ่นกระเบื้อง โดยการนำไปทดสอบความแข็งแรง และความทนทานต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณานำไปใช้จริง สรุปจากการศึกษาและวิจัยพบว่า อิฐก้อนหรือแผ่นกระเบื้องตัวอย่าง PP thermoforming (50%+50%+glycerol) มีค่าความแข็งสูงที่สุด และมีแนวโน้มที่จะมีอายุการใช้งานได้ยาวนานที่สุด เมื่อเทียบกับการขึ้นรูปกับพลาสติกประเภทอื่นๆ และได้ทำการขึ้นรูปชิ้นงานของอิฐก้อน และแผ่นกระเบื้อง ในรูปแบบและลวดลายเสมือนการใช้งานแผ่นกระเบื้องทั่วไป

เป้าหมาย

การจัดการขยะและของเสีย Recycle > 10% เทียบกับปี 2566

กลยุทธ์การบริหารจัดการใช้หลักการ

3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) การลดปริมาณของเสียโดยการลดการใช้ (Reduce) การนำของเสียกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) และการนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ (Recycle)

ดำเนินการตามระบบการบริหารการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ISO 14001, สำนักงานสีเขียว

ผลการดำเนินงาน ปี 2568

บริษัทฯ ได้แบ่งประเภทขยะและจัดเก็บข้อมูลผ่าน Climate Care Platform ของทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทั้งนี้เพื่อลดปริมาณขยะไปหลุมฝังกลบและนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) และจัดซื้อเครื่องย่อยเศษอาหาร เพื่อทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์

กิจกรรม หน่วย 2567 2568
ขยะที่ผ่านกระบวนการ Reuse และหรือ Recycle ได้ % 51 14
ขยะเศษอาหารจัดทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ร้อยละ 100 100
แผนงานอนาคต
  • ควบคุมการจัดการของเสียและขยะให้เป็นไปตามหลัก 3Rs อย่างต่อเนื่อง
  • มุ่งบรรเทาผลกระทบเชิงลบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการใช้วัสดุและผลิตภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิลหรือย่อยสลายได้
  • กำจัดขยะเศษอาหารให้กลายเป็นปุ๋ย เพื่อนำมาบำรุงต้นไม้แทนการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างต่อเนื่อง
  • สร้างจิตสำนึกในการจัดการของเสียอย่างถูกวิธี ผ่านการประชาสัมพันธ์กิจกรรม 5ส การรณรงค์การแยกขยะทิ้งขยะให้ถูกถัง ลดการใช้กระดาษ ลดการใช้กล่องโฟม ลดการใช้พลาสติก เป็นต้น

บริษัทฯ มีการจัดการของเสียด้วยการคัดแยกและกำจัดขยะตามที่กฎหมายกำหนดและตามแนวเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ส่งเสริมการใช้ซ้ำและการรีไซเคิล เช่น การนำใบเสร็จค่าผ่านทาง กระดาษที่ไม่ใช้แล้วสองหน้า นำมารีไซเคิลผลิตเป็นสมุดกรีนเวย์ เพื่อนำไปส่งมอบต่อให้กับโรงเรียนต่าง ๆ การรีไซเคิลป้ายไวนิลที่ไม่ได้ใช้งานแล้วและมีสภาพดีกลับมาสู่กระบวนการ Upcycle ผลิตเป็นกระเป๋าอเนกประสงค์ เพื่อยกระดับการจัดการขยะอย่างยั่งยืน เพื่อเป้าหมายการลดขยะนำไปฝังกลบให้เป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill) สู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ภายในปี 2593

ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา

บริษัทฯ ได้ดำเนินการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) แบ่งเป็น 3 เฟส ดังนี้:

  • เฟส 1 ติดตั้งบนหลังคาของอาคารสำนักงานบริษัท (Main Operation Center : MOC) และหลังคาด่านเก็บค่าผ่านทางดอนเมือง 1 และ 2 กำลังผลิต 207.9 kWp
  • เฟส 2 ติดตั้งบนหลังคาอาคารด่านเก็บค่าผ่านทางและด่านเก็บค่าผ่านทาง 8 ด่านของบริษัทฯ กำลังผลิต 182.6 kWp
  • เฟส 3 ติดตั้งบนหลังคาของอาคารสำนักงานบริษัท (Main Operation Center : MOC) กำลังผลิต 137.5 kWp

รวมกำลังการผลิตติดตั้งทั้ง 3 เฟส

528

kWp

เพื่อผลิตไฟฟ้าสำหรับการใช้ประโยชน์ภายในบริษัทฯ ซึ่งสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้

  • ปี 2567 (ม.ค. - ธ.ค.) = 434,066.45 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อปี (kWh/ปี)
  • ปี 2568 (ม.ค. - เม.ย.) = 207,534.18 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อปี (kWh/ปี)
ผลการดำเนินงาน
ปี กำลังการผลิต (กิโลวัตต์สูงสุด) ชั่วโมงแสงแดดเฉลี่ย การผลิตไฟฟ้าต่อวันหน่วย (กิโลวัตต์ชั่วโมง) เป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจริงต่อปี (กิโลวัตต์ชั่วโมง) การผลิตไฟฟ้าจริงต่อปี (กิโลวัตต์ชั่วโมง)
2567 390.5 kWp 4.5 ชั่วโมงต่อวัน 1,757.25 513,017 431,674
2568 528 kWp 4.5 ชั่วโมงต่อวัน 2,376 693,792 600,000

หมายเหตุ : เป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจริงต่อปี ได้คิดอัตราสูญเสียและประสิทธิภาพระบบ ที่ 80%

ระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ด้วยแบตเตอรี่

บริษัทฯ ได้ดำเนินระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ขนาดความจุ 160 kWh และระบบบริหารจัดการพลังงาน (Energy management system: EMS) พร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานแบบ Energy Time Shifting และ Peak Shaving มาใช้ในการดำเนินงานของบริษัทฯ ตั้งแต่ต้นปี 2568

โดยกระบวนการ Energy Time Shifting นั้น จะเป็นการใช้ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ร่วมกับพลังงานจากแสงอาทิตย์มาช่วยสนับสนุนการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง หรือ On-Peak (ระหว่างเวลา 9:00 น. - 21:00 น.) และใช้ไฟฟ้าจากระบบการไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำ หรือ Off-Peak (ระหว่างเวลา 22:00 น. - 9:00 น.) นอกจากนี้ในช่วงเวลา 20:00 น. - 21:00 น. บริษัทฯ ยังสามารถใช้ไฟฟ้าที่สะสมในแบตเตอรี่จากช่วงกลางวัน ทั้งจากระบบไฟฟ้าปกติและพลังงานแสงอาทิตย์เข้ามาช่วยเสริม

กระบวนการนี้ นอกจากจะช่วยลดต้นทุนพลังงานไฟฟ้าของบริษัทฯ ในช่วงเวลา Peak แล้ว ยังสามารถควบคุมรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ นอกจากนี้ระบบ BESS ยังสามารถลดค่าใช้จ่าย Demand Charge ที่เกิดขึ้นจากความต้องการพลังงานที่สูงขึ้นในช่วงขณะหนึ่ง จากระบบของการไฟฟ้าได้ด้วยระบบ Peak Shaving แบบอัตโนมัติ

ผลการดำเนินงาน
ข้อมูล หน่วย 2568
Battery Discharge หน่วย kWh 41,656.50
เป้าหมาย
ลดต้นทุนพลังงานผ่านการบริหารจัดการตามช่วงเวลาการใช้งาน 30%
เพิ่มการดึงพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ ≥80%
นำน้ำทิ้งกลับมาใช้ใหม่ (Wastewater reuse)

เพื่อสนับสนุนกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมรองรับความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บริษัทฯ ได้นำแนวปฏิบัติด้านการจัดการน้ำที่ยั่งยืนมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยการจัดการหมุนเวียนน้ำทิ้งให้กลับมาใช้ใหม่ ทำให้ลดการปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ บริษัทฯ จึงได้ติดตั้งระบบนำน้ำทิ้งกลับมาใช้ใหม่ จำนวนทั้งสิ้น 3 แห่ง ได้แก่

  • ปี 2567 - อาคารสำนักงานบริษัทฯ (Main Operation Center: MOC)
  • ปี 2568
    • อาคารด่านเก็บค่าผ่านทางหลักสี่
    • อาคารด่านเก็บค่าผ่านทางดินแดง
เป้าหมายและผลการดำเนินงาน
ผลการดำเนินงาน หน่วย (ลูกบาศก์เมตร) เป้าหมาย
2567 58.91 ลูกบาศก์เมตร ปริมาณการนำน้ำทิ้งกลับมาใช้ใหม่
> 1,000 ลูกบาศก์เมตร
2568 845.975 ลูกบาศก์เมตร
อุปกรณ์แผงรับพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับโทรศัพท์ฉุกเฉินบนทาง

ได้ติดตั้งโทรศัพท์ฉุกเฉินพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อทดแทนอุปกรณ์เดิมที่ใช้งานมานานมากกว่า 25 ปี ดำเนินการเปลี่ยนโทรศัพท์ฉุกเฉินบนทางเป็นระบบ GSM และใช้พลังงานแสงอาทิตย์จำนวน 99 ชุด

การใช้และให้บริการรถยนต์ไฟฟ้า

บริษัท ได้ติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบ ชาร์จเร็ว (DC Fast Charge) ขนาด 50KW ซึ่งสามารถชาร์จให้เต็มความจุได้ ภายใน 1 ชั่วโมง และ มีนโยบายเปลี่ยนรถยนต์สันดาปเป็นรถยนต์ไฟฟ้า สำหรับใช้ในกิจการของบริษัทฯ

การจัดการคุณภาพมลพิษ

บริษัทฯ มีการติดตามเฝ้าระวังและตรวจวัดค่ามลพิษจากการดำเนินงาน โดยหน่วยงานตรวจวัดที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย เพื่อควบคุมให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด โดยมีผลการตรวจวัดดังนี้

คุณภาพมลพิษทางอากาศที่ ตรวจวัดโดย 3rd Party อยู่ในค่ามาตรฐาน

100%

ข้อร้องเรียนด้านมลพิษ

0 เรื่อง

เป้าหมาย
  • ผลการตรวจวัดสิ่งแวดล้อม ได้แก่ เสียง, ฝุ่น, สารตะกั่ว, ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์, แสงสว่าง, น้ำทิ้งจากอาคารให้เป็นไปตามกฏหมายกำหนด
  • ข้อร้องเรียนด้านสิ่งแวดล้อมจากชุมชนเป็นศูนย์
กลยุทธ์ในการบริหารจัดการ

ดำเนินงานภายใต้ระบบการบริหารการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ISO 14001 สื่อสารคุณภาพสิ่งแวดล้อมแก่สาธารณชนอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้

  • เลือกใช้เชื้อเพลิง/พลังงานสะอาด
  • เลือกใช้เทคโนโลยี ลดการระบายมลพิษทางอากาศ
  • ควบคุมปริมาณมลพิษจากการดำเนินงาน ให้อยู่ในค่ามาตรฐานตามกฎหมายกำหนด
แผนงานอนาคต
  • ดำเนินการตามระบบการบริหารการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ISO 14001 ควบคู่กับระบบการจัดการ อาชีวอนามัยและความปลอดภัย ISO 45001
  • ดำเนินการตามแนวทางอาคารเขียว (Green Building) และสำนักงานสีเขียว (Green Office)

การศึกษาประโยชน์ทางด้านลดมลพิษจากการใช้ทางยกระดับอุตราภิมุข

บริษัทฯ ได้พัฒนาและเปิดให้บริการระบบจัดเก็บค่าผ่านทางแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Toll Collection System: ETC) และการใช้บัตร Europay Mastercard and Visa: EMV ที่มีสัญลักษณ์ Contactless Payment และ QR Payment โดยระบบดังกล่าวนี้มีส่วนช่วยในการลดก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากเมื่อผู้ใช้บริการชำระค่าบริการผ่านทาง ทำให้เกิดความรวดเร็ว ไม่ต้องชะลอตัว หรือไม่ต้องรอจ่ายเงินหรือรับเงินทอน ซึ่งมีส่วนช่วยลดมลพิษหน้าด่านเก็บค่าผ่านทาง นอกจากนี้ บริษัทฯ มีโครงการ GREEN Road Project เพื่อส่งเสริมให้ผู้ใช้บริการเปลี่ยนมาใช้ระบบชำระค่าผ่านทางแบบอัตโนมัติ โดยการให้คะแนนสะสมภายใต้โครงการ CRM Program via Line OA เพิ่มเป็น 2 เท่าของคะแนนปกติ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้บริการชำระค่าผ่านทางผ่านระบบ ETC ประมาณ 45-50%

บริษัทฯ ร่วมกับมหาวิทยาลัยบูรพา ได้ทำการศึกษาการประเมินผลประโยชน์ทางด้านมลพิษจากการจราจรชนิดต่าง ๆ อันได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) สารประกอบไฮโดรคาร์บอน (HC) และก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) โดยแบ่งวัตถุประสงค์ออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ ดังนี้

  1. ประเมินผลประโยชน์ทางด้านมลพิษเปรียบเทียบในกรณีที่มีและไม่มีทางยกระดับอุตราภิมุข
  2. ประเมินผลประโยชน์ทางด้านมลพิษของด่านเก็บค่าผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ที่บริษัทฯ ติดตั้งบนทางยกระดับ
เป้าหมาย

นำเสนอผลการทวนสอบใน Scope 3 ไปยังองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เพื่อเป็นเครื่องมือยืนยันการดำเนินการในด้านความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างยั่งยืน เพื่อสะท้อนถึงการปฏิบัติงานในธุรกิจการบริหารจัดการทางยกระดับดอนเมืองที่คำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม

ผลการดำเนินงาน

การศึกษาครั้งนี้มุ่งเน้นศึกษาก๊าซเรือนกระจกสำคัญอย่าง Carbon dioxide (CO2), Carbon monoxide (CO), Nitrogen oxide (NOx) และ Hydrocarbon (HC) จากรถยนต์ส่วนบุคคล โดยได้ประยุกต์ใช้วัฏจักรการขับขี่ในกรุงเทพมหานครของรถยนต์ที่นำมาทดสอบที่จดทะเบียนระหว่างปี ค.ศ.2004-2011 หรืออยู่ในมาตรฐานยูโร 3 จากกรมควบคุมมลพิษ มาสร้างเป็นกราฟอัตราการปล่อยมลพิษในหน่วยกรัมต่อกิโลเมตร (g/km) เทียบกับความเร็วเฉลี่ย (Km/h) โดยสมการความสัมพันธ์เป็นสมการกำลังสอง มีจุดวกกลับที่ให้ค่ามลพิษต่ำสุด ซึ่งในช่วงแรกของความสัมพันธ์ค่ามลพิษลดลงเมื่อความเร็วเพิ่มขึ้น แต่จะเพิ่มขึ้นอีกเมื่อความเร็วเกินค่าจุดวกกลับ

ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)

ได้ทั้งหมด 2,502 ตันต่อปี

ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO)

ได้ทั้งหมด 1.55 ตันต่อปี

สารประกอบไฮโดรคาร์บอน (HC)

ได้ทั้งหมด 141 กิโลกรัมต่อปี

ผลการศึกษา พบว่าการใช้ทางยกระดับอุตราภิมุข สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ทั้งหมด 5,016 ตันต่อปี จากการคำนวณผลประโยชน์ทางด้านมลพิษกรณีที่มีและไม่มีทางยกระดับดอนเมือง ทำโดยการหาผลต่างระหว่างปริมาณการปล่อยมลพิษบนถนนวิภาวดีรังสิตและทางยกระดับดอนเมืองของรถยนต์รายคัน และผลการศึกษา การใช้ด่านเก็บค่าผ่านทางผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Toll Collection System: ETC) พบว่าสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซต่าง ๆ ได้ดังนี้

  • คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้ทั้งหมด 249.93 กิโลกรัมต่อวัน
  • ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ได้ทั้งหมด 91.79 กรัมต่อวัน
  • ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) ได้ทั้งหมด 71.18 กรัมต่อวัน
  • สารประกอบไฮโดรคาร์บอน (HC) ได้ทั้งหมด 8.38 กรัมต่อวัน

ผลการดำเนินงานที่สำคัญ

นำเสนอผลการศึกษาในการประชุมวิชาการวิศวกรรมโยธาแห่งชาติ ครั้งที่ 30 ประจำปี 2568 เพื่อร่วมแลกเปลี่ยน ถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ และเป็นช่องในการต่อยอดนวัตกรรม โดยการนำเสนอครั้งนี้ บริษัทฯ ได้รับรางวัลชมเชย ในหัวข้อ “การประยุกต์ใช้วัฏจักรการขับขี่ในการประเมินมลพิษระหว่างช่องเก็บค่าผ่านทางแบบเงินสดและแบบอิเล็กทรอนิกส์ กรณีศึกษาทางยกระดับอุตราภิมุข”

ดำเนินการทวนสอบ Methodology โครงการศึกษาผลประโยชน์ทางด้านการลดมลพิษจากการใช้ทางยกระดับดอนเมือง โดยบริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด และได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 14064-3:2019 และ Assurance Statement เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568

Assurance Statement for GHG Reduction
GHG Methodology Validation Opinion

บริษัทฯ ตรวจวัดคุณภาพอากาศในบรรยากาศทั่วไป และเก็บตัวอย่างอากาศด้วย High Volume Air เพื่อวิเคราะห์ปริมาณความเข้มข้นฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 100 ไมครอน ในเวลา 24 ชั่วโมง ที่หน้าตู้เก็บค่าผ่านทางของด่านเก็บค่าผ่าน

บริษัทฯ จัดให้มีการตรวจวัดและประเมินระดับเสียงในสภาพแวดล้อมการทำงานของผู้ปฏิบัติงาน โดยหน่วยงานภายนอก เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการควบคุมป้องกัน และปรับปรุงแก้ไขสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับระดับเสียงดังให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ตลอดจนการเฝ้าระวังประเด็นปัญหาด้านเสียงที่อาจกระทบต่อชุมชนตลอดเส้นทางให้บริการทางยกระดับ

บริษัทฯ มีการจัดการขยะและของเสีย ด้วยวิธีการคัดแยกและกำจัดขยะตามที่กฎหมายกำหนด ส่งเสริมด้วยแนวคิด 3Rs ลดการใช้ (Reduce) การใช้ซ้ำ (Reuse) และนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอันเนื่องจากการ จัดการขยะและของเสีย ลดปริมาณการเกิดของเสียที่ส่งกำจัดทิ้งให้เหลือน้อยที่สุด และหาโอกาสในการนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน มุ่งสู่เป้าหมายการนำขยะและของเสียจากกระบวนการทางธุรกิจไปฝังกลบเป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill)

บริษัทฯ ได้จัดการมลพิษทางน้ำตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กำหนดมาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากอาคารบางประเภทและบางขนาด พ.ศ. 2567 และประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเรื่อง กำหนดประเภทของอาคารเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่จะต้องถูกควบคุมการปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะหรือออกสู่สิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2567 โดยกำหนดให้หน่วยงานภายนอกเข้ามาตรวจวัดประเมินเป็นประจำทุกปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ

บริษัทฯ ตระหนักถึงบทบาทของภาคธุรกิจในฐานะผู้รับสัมปทานทางยกระดับดอนเมืองที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่ง ซึ่งมีพื้นที่การให้บริการด้านคมนาคมขนส่งยานพาหนะที่เดินทางเข้า-ออกระหว่างกรุงเทพมหานคร และเขตปริมณฑลในบริเวณทิศเหนือ โดยบริษัทฯ รับมอบพื้นที่การให้บริการจากผู้ให้สัมปทานหรือหน่วยงานภาครัฐ การดำเนินงานของบริษัทฯ จึงไม่มีผลกระทบกับพื้นที่ป่า พื้นที่คุ้มครอง หรือพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญหรือบริเวณใกล้เคียง

บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และการสร้างความสมดุลของระบบนิเวศ รวมถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดสิ่งมีชีวิตและทรัพยากร โดยคำนึงถึงการปกป้อง อนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างรับผิดชอบ เพื่อป้องกันและลดกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อความหลากหลายทางชีวภาพตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain)

บริษัทฯ ประกาศนโยบายความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติให้กับพนักงาน พร้อมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วม และการดำเนินการร่วมกันกับคู่ค้า/คู่สัญญา และผู้มีส่วนได้ที่สำคัญตลอดห่วงโซ่คุณค่าธุรกิจ

นโยบายด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
เป้าหมายและผลการดำเนินงาน
ผลการดำเนินงาน เป้าหมาย
8,000 ต้น (200 ต้น/ไร่) พื้นที่ 40 ไร่
ในปี 2565-2568 จำนวนต้นไม้ที่ปลูกครบจากโครงการ Care the Wild
10,000 ต้น (200 ต้น/ไร่) พื้นที่ 50 ไร่
ภายในปี 2569 ภายใต้โครงการ “Care the Wild”
การปลูกป่าเต็มพื้นที่ 50 ไร่ สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ 90,000 คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ไม่ตัดไม้ทำลายป่า ครอบคลุมการดำเนินงานและตลอดห่วงโซ่อุปทาน 100% ไม่ตัดไม้ทำลายป่า

ผลสัมฤทธิ์ด้านการฟื้นฟู ชดเชย และสร้างคุณค่าทางสังคม

โครงการปลูกป่า 10,000 ต้น ดำเนินการปลูกป่าไปแล้ว จำนวน 8,000 ต้น คิดเป็นร้อยละ 80 ของเป้าหมาย การปลูกป่าชุมชนบ้านหนองปลิง จ.ทุ่งกระบ่ำ อ.เลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 50 ไร่ (ประมาณ 10,000 ต้น) พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อบรรเทาภัยแล้ง และฟื้นฟูป่าที่เสื่อมโทรม

ความร่วมมือกับเครือข่ายด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

บริษัทฯ ได้ดำเนินความร่วมมือด้านความหลากหลายทางชีวภาพกับองค์กรภายนอกต่าง ๆ เช่น ชุมชน หน่วยงานราชการ ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรมป่าไม้ และชุมชนท้องถิ่น เพื่อลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อนและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ในโครงการ Care the Wild “ปลูกป้อง Plant & Protect” เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยมีการเปิดเผยข้อมูลและติดตามการเติบโตของป่า ผ่านแอปพลิเคชั่น “Care the Wild” และยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน จำนวน 3 เป้าหมายด้วยกัน จำนวน 50 ไร่ ในการปลูกไม้พันธุ์ต่าง ๆ อาทิ ต้นยางนา ต้นสะเดามัน ต้นมะขามเทศ ณ ป่าชุมชนบ้านหนองปลิง จังหวัดกาญจนบุรี การปลูกป่าเต็มพื้นที่จะสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ 90,000 คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าและเป็นแหล่งอาหารชุมชนรอบข้างพื้นที่ป่า

การละเมิดกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม

ข้อละเมิดกฎหมาย (กรณี)

2565

0

2566

0

2567

0

2568

0


ค่าปรับ (บาท)

2565

0

2566

0

2567

0

2568

0

การประเมินความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ GRI201-2

ข้อมูลการลดก๊าซเรือนกระจกของบริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) ตามการจัดหมวดธุรกิจของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (Thai Stock Exchange of Thailand หรือ SET) ตลอดจนศีกษาผลกระทบจากพระราชบัญญัติที่จะมีการบังคับใช้ในอนาคต เพื่อนำมาวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสในการพัฒนาองค์กร โดยมีประเด็นที่มีนัยสำคัญดังนี้

  1. ประเด็น ความเสี่ยงสูงมาก ประเมินผล และการเปิดเผยข้อมูลการลดก๊าซเรือนกระจกที่ระบุในรายงานประจำปีเพียง 2 โครงการ จากทั้งหมด 16 โครงการ รวมถึงขาดการกำหนดแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีนัยสำคัญ (Hotspot) ที่ชัดเจน อาจส่งผลให้ไม่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายที่กำหนดตามความเสี่ยงข้อ 1 2 และ 3 เกิดจากการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกแต่ขาดการติดตาม
  2. ประเด็น ความเสี่ยงสูง เกิดจากพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ที่ระบุเป้าหมายของประเทศและมาตรการทางภาษี ตามความเสี่ยงข้อ 4 5 6 และ 7
  3. ประเด็น ความเสี่ยงปานกลาง เกิดจากพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ที่ควบคุมยานพาหนะจะต้องไม่ก่อให้เกิดมลพิษเกินกว่ามาตรฐาน ตามความเสี่ยงข้อ 8
  4. ประเด็น ความเสี่ยงต่ำ เกิดจากพระราชบัญญัติกำหนดการรายงาน และบทลงโทษ ต่างๆ ตามความเสี่ยงข้อ 9 10 และ 11
การประเมินความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ GRI201-2