ประเด็นคำถามเกี่ยวกับคาดการณ์ผลประกอบการ

คำถาม : แนวโน้มไตรมาส 2/2565 จะฟื้นตัวดีกว่าไตรมาส 1/2565 หรือไม่ มีปัจจัยอะไรสนับสนุนบ้าง

คำตอบ : สำหรับแนวโน้มปริมาณจราจรในไตรมาสถัดไป และคาดการณ์ปี 2565 ยังคงต้องเฝ้าระวังการระบาดของโรค COVID-19 สายพันธุ์ใหม่ สายพันธุ์โอมิครอน ภาครัฐมีแผนผ่อนคลายต่อเนื่องเพื่อเป้าหมายให้โรค COVID-19 เป็นโรคประจำถิ่นในเดือนกรกฎาคม 2565 ต่อไป และในวันที่ 1 เมษายน 2565 ภาครัฐได้ผ่อนคลายให้ชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยไม่ต้องทำการตรวจ RT-PCR ก่อนเดินทาง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงว่ามีแนวโน้มจะไม่มีการจำกัดการเดินทางและจะมีการเดินทางเข้าออกประเทศเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงการเร่งฉีดวัคซีนให้กับนักเรียน และบุคลากรทางการศึกษา โดยมีเป้าหมายเปิดภาคเรียนแบบ Onsite ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา ดังนั้นหากสถานการณ์ของการระบาดของโรค COVID-19 ไม่มีผลกระทบกับระบบสาธารณสุขและภาครัฐสามารถบริหารจัดการได้ ก็จะมีปัจจัยที่ส่งเสริมให้ปริมาณจราจรฟื้นกลับอย่างรวดเร็วตามระดับของมาตรการผ่อนคลายกิจกรรมของภาครัฐต่อเนื่อง ซึ่งจะสนับสนุนการเดินทางและปริมาณจราจรบนทางยกระดับให้เพิ่มสูงขึ้น

(ที่มา: MD&A ไตรมาส 1/2565 แนวโน้มปริมาณจราจรในไตรมาสถัดไป และคาดการณ์ปี 2565)


คำถาม : แนวโน้มครึ่งปีหลังจนถึงสิ้นปีคาดว่าจะผลการดำเนินงานจะเติบโตดีกว่าปี 2564 กี่เปอร์เซ็นต์ มีปัจจัยอะไรสนับสนุนบ้าง

คำตอบ : หากสถานการณ์ของการระบาดของโรค COVID-19 ไม่มีผลกระทบกับระบบสาธารณสุขและภาครัฐสามารถบริหารจัดการได้ ก็จะมีปัจจัยที่ส่งเสริมให้ปริมาณจราจรฟื้นกลับอย่างรวดเร็วตามระดับของมาตรการผ่อนคลายกิจกรรมของภาครัฐต่อเนื่อง ซึ่งจะสนับสนุนการเดินทางและปริมาณจราจรบนทางยกระดับให้เพิ่มสูงขึ้น กว่าปี 2564


คำถาม : การที่แนวโน้มราคาน้ำมันปรับตัวสูงจะส่งผลต่อปริมาณการใช้ทางด่วนหรือไม่

คำตอบ : เนื่องจากทางยกระดับฯ เป็นทางเลือกให้กับผู้ใช้ทาง ซึ่งปัจจุบันราคาน้ำมันปรับตัวสูง การเดินทางที่ใช้เวลาน้อยที่สุด ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานหรือลดความสิ้นเปลืองของน้ำมันเชื้อเพลิง ต่อวันลงได้ รวมทั้งลดเวลาในการเดินทาง ดังนั้นทางเลือกของการใช้ทางยกระดับจะช่วยในเรื่องของการร่นระยะเวลาการเดินทางให้รวดเร็วขึ้น เพื่อช่วยให้การสิ้นเปลืองพลังงานน้อยที่สุด


คำถาม : Traffic Q2 เป็นอย่างไร จบสิ้นปีปริมาณ Traffic เท่าไหร่ Net Profit Margin มีโอกาสสูงที่ระดับ 40% หรือไม่ ผู้บริหารตั้งเป้ารายได้ปีนี้เท่าไหร่

คำตอบ : จากปัจจัยบวกในมาตรการต่างๆของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 ที่ผ่านมาซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงว่ามีแนวโน้มจะไม่มีการจำกัดการเดินทางและจะมีการเดินทางเข้าออกประเทศเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นแนวโน้มปริมาณการจราจรในไตรมาส 2 และถึงสิ้นปีจะปรับเพิ่มขึ้นโดยฝ่ายบริหารคาดการณ์รายได้ค่าผ่านทางปีนี้โต 50% เมื่อเทียบกับปี 2564 และการบริหารการจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพจะทำให้ Net Profit Margin มีโอกาสปรับสูงกว่าปี 2564


คำถาม : รายได้มีโอกาส กลับไปเท่า 2022 หรือไม่ แล้ว มีโอกาส margin ดีกว่ารึเปล่าครับ

คำตอบ : ในปี 2565 หากสถานการณ์ของการระบาดของโรค COVID-19 ไม่มีผลกระทบกับระบบสาธารณสุขและภาครัฐสามารถบริหารจัดการได้ ก็จะมีปัจจัยที่ส่งเสริมให้ปริมาณจราจรฟื้นกลับอย่างรวดเร็วตามระดับของมาตรการผ่อนคลายกิจกรรมของภาครัฐต่อเนื่อง ซึ่งจะสนับสนุนการเดินทางและปริมาณจราจรบนทางยกระดับให้เพิ่มสูงขึ้น กว่าปี 2564 หรือ 2022 จากการบริหารการจัดการทางด้านต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ และสถานะปัจจุบันเป็นบริษัทฯที่ปลอดหนี้ไม่มีภาระดอกเบี้ยกับสถาบันการเงิน จึงทำให้ระดับของ Net Profit Margin ปรับเพิ่มขึ้นจากปี 2022


คำถาม : แนวโน้มจำนวนรถที่ใช้ Tollway ปัจจุบันใน Q2 ดีกว่า Q1 ที่ผ่านมาหรือไม่ และถือเป็นกี่% ของช่วงก่อนโควิด

คำตอบ : แนวโน้มปริมาณการจราจรบนทางยกระดับในไตรมาส 2 ปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ปี 2565 แต่ยังคงต่ำกว่าช่วงก่อนโควิด หรือเปรียบเทียบช่วงเวลาเดียวกันในปี 2562 เป็นอัตราร้อยละ 40.26


ประเด็นคำถามเกี่ยวกับทางแข่งขัน

คำถาม :รถไฟฟ้าสายสีแดง แย่ง Traffic เราหรือไม่

คำตอบ : จากการติดตามจำนวนผู้โดยสารตั้งแต่รถไฟฟ้าสายสีแดงเปิดให้บริการปรากฏว่ามีจำนวนผู้โดยสารต่ำว่าที่คาดการณ์ไว้ จากการศึกษาจะมีผู้ใช้บริการประมาณ 95,000 คนต่อวัน ซึ่งเมื่อติดตามการใช้งานภายหลังเปิดให้บริการจริงตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2564 ซึ่งได้เพิ่มความถี่เป็นให้บริการทุก 20 นาที พบว่า ข้อมูลล่าสุดในเดือนพฤษภาคม 2565 มีผู้โดยสารประมาณ 10,000 คนต่อวัน ซึ่งยังต่ำกว่าคาดการณ์อยู่มาก อาจเกิดจากปัจจัยของโรคระบาดโควิด-19 ที่มีโอกาสติดต่อกันได้ง่ายในเดินทางของระบบขนส่งสาธารณะ และปัญหาหลักของการเดินทางเข้าถึงสถานีไฟฟ้าสายสีแดงที่ยังขาดระบบ Feeder ผู้โดยสารเข้าสู่สถานี

จากการศึกษาของผู้เชี่ยวชาญด้านจราจรของบริษัทฯ พบว่าผลกระทบจากการเปิดให้บริการโครงการดังกล่าวยังไม่สามารถระบุได้ชัดว่าจะส่งผลกระทบมากน้อยเพียงใด เนื่องจากผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้ากลุ่มเป้าหมายคนละกลุ่มกับผู้ใช้รถยนต์บนทางยกระดับดอนเมือง อีกทั้งปัจจัยด้านราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่เป็นปัจจัยพิจารณาของประชาชนในการเลือกใช้การเดินทางในรูปแบบที่แตกต่างกัน ซึ่งต้องรวมถึงค่าเดินทางของระบบขนส่งสาธารณะที่เป็นระบบสนับสนุนรถไฟฟ้า (Feeder) เพื่อให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วในการใช้รถไฟฟ้าจนอาจทำให้ค่าใช้จ่ายนั้นใกล้เคียงกับการใช้ทางยกระดับดอนเมือง รวมถึงพฤติกรรมการเดินทางที่ไม่ต้องการเดินทางหลายทอด ต้องการไปสู่จุดหมายแบบ Door to Door ทอดเดียวจากต้นทางสู่ปลายทางที่การใช้รถยนต์ยังตอบโจทย์ ดังนั้นแม้จะมีการสร้างรถไฟฟ้าเพิ่มเติมแต่รถยนต์บนท้องถนนก็ยังคงติดขัดต่อเนื่อง เนื่องจากการเพิ่มพื้นที่ผิวถนน หรือฝั่ง Supply Side ไม่สามารถสร้างเพิ่มขึ้นได้โดยง่ายเนื่องจากไม่มีพื้นที่ให้ก่อสร้างในกรุงเทพฯ เพียงพอ ในขณะเดียวกันปริมาณจราจร หรือยอดขายรถยนต์ก็ยังเป็นฝั่ง Demand Side เป็นยานพาหนะที่นิยม และเป็นทางเลือกหลักในการเดินทาง ดังนั้นทางยกระดับยังเป็นทางเลือกหนึ่งในการเดินทางได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย

(ที่มา : รายงาน แบบ 56-1 One Report ปี 2564 หัวข้อ การจัดการความเสี่ยง หัวข้อย่อย (6) ความเสี่ยงจากโครงข่ายการขนส่งมวลชนรถไฟฟ้าสายสีแดงและ และ ข้อมูลปริมาณผู้โดยสารสายสีแดงล่าสุดเดือนพฤษภาคมตามการนำเสนอใน Opportunity Day Q1/2022)


ประเด็นคำถามเกี่ยวกับสัญญาสัมปทาน

คำถาม : หลังจาก หมดระยะเวลาสัมปทานปี 2034 แล้ว จะมีการต่อสัญญาฯ หรือไม่ อย่างไร

คำตอบ : โครงการสัมปทานทางหลวง ทางยกระดับดอนเมือง เป็นโครงการร่วมลงทุนในกิจการเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานที่มูลค่าสูงกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งเข้าข่ายจะต้องดำเนินโครงการตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 เพื่อลดภาระการลงทุนของภาครัฐ และเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุน และการบริหารจัดการ การถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยี รวมทั้งขยายขอบเขต และเพิ่มคุณภาพการให้บริการสาธารณะ ทั้งนี้ ก่อนระยะเวลาสัมปทานจะสิ้นสุดลง กรมทางหลวงมีความจำเป็นที่ต้องจัดทำรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ซึ่งได้กำหนดให้หน่วยงานเจ้าของโครงการ (กรมทางหลวง) จัดทำแนวทางการดำเนินโครงการต่อเนื่องจากโครงการร่วมลงทุนภายหลังจากสัญญาร่วมลงทุนสิ้นสุด โดยเปรียบเทียบกรณีที่หน่วยงานของรัฐดำเนินการเอง และกรณีที่ให้เอกชนร่วมลงทุน เสนอรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม อย่างน้อย 5 ปี ก่อนที่สัญญาร่วมลงทุนจะสิ้นสุดลง โดยให้คำนึงถึงประโยชน์ของรัฐ ความต่อเนื่องในการให้บริการสาธารณะ และผลกระทบต่อประชาชน

ทั้งนี้ ตามนโยบายการดำเนินงานของกรมทางหลวง ซึ่งมีแนวทางที่ค่อนข้างแน่ชัดในการดำเนินโครงการโดยวิธีการให้เอกชนร่วมลงทุน เพื่อลดภาระงบประมาณแผ่นดิน และเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาครัฐและประชาชนผู้ใช้ทาง ในกรณีที่อายุสัมปทานสิ้นสุดลงจึงมีแนวโน้มสูงที่ภาครัฐจะดำเนินโครงการต่อในรูปแบบการให้เอกชนร่วมลงทุน ซึ่งจะต้องดำเนินโครงการเสมือนเป็นโครงการร่วมลงทุนใหม่ โดยวิธีการประมูลคัดเลือกเอกชนเข้ารับสัมปทานโครงการ ซึ่งบริษัทฯ มีข้อได้เปรียบ และมีโอกาสในการที่จะได้รับคัดเลือก เนื่องจากบริษัทฯ ได้ดำเนินงานโครงการมาตลอดระยะเวลา 31 ปี มีความรู้ความเข้าใจในโครงสร้างและแนวทางการดำเนินงานและบริหารจัดการโครงการเป็นอย่างดี ตามมาตรฐานและข้อกำหนดของกรมทางหลวง และมีบุคลากรที่มีความรู้และมีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะ ประกอบกับมีความชำนาญในการดำเนินโครงการมาโดยตลอดระยะเวลาสัมปทาน ซึ่งเมื่อคำนึงถึงประโยชน์ของรัฐ ความต่อเนื่องในการให้บริการสาธารณะ และผลกระทบต่อประชาชน การที่บริษัทฯ ได้รับสัมปทานต่อนั้นจึงเป็นไปตามเจตนารมณ์ของการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐที่มีความสำคัญตามที่กำหนดในมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ซึ่งบริษัทฯ เชื่อมั่นว่าตามนโยบายการดำเนินงานของภาครัฐที่สนับสนุนการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐ และ เอกชน (Public Private Partnership: PPP) และ ข้อกำหนดต่าง ๆ ตาม พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 จะส่งเสริมให้ ภาครัฐ และ ภาคเอกชน มีความร่วมมือกันมากยิ่งขึ้น

ในขณะนี้บริษัทฯ ได้เตรียมความพร้อมที่จะเสนอตัวก่อนระยะเวลาสัมปทานจะสิ้นสุดลง อย่างน้อย 5 ปี ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ซึ่งได้กำหนดให้หน่วยงานเจ้าของโครงการ (กรมทางหลวง) จัดทำแนวทางการดำเนินโครงการต่อเนื่องจากโครงการร่วมลงทุนภายหลังจากสัญญาร่วมลงทุนสิ้นสุด โดยเปรียบเทียบกรณีที่หน่วยงานของรัฐดำเนินการเอง และกรณีที่ให้เอกชนร่วมลงทุน เสนอรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม อย่างน้อย 5 ปี ก่อนที่สัญญาร่วมลงทุนจะสิ้นสุดลง โดยให้คำนึงถึงประโยชน์ของรัฐ ความต่อเนื่องในการให้บริการสาธารณะ และผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งขั้นตอนการดำเนินการในกรณีที่ให้เอกชนร่วมลงทุนหลังจากที่กรมทางหลวงเสนอ รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมถึงแนวทางการให้เอกชนร่วมลงทุนในสัญญาสัมปทานและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเห็นชอบให้เอกชนร่วมลงทุนแล้ว กรมทางหลวงก็จะดำเนินการเสนอโครงการและทำการคัดเลือกเอกชนเพื่อเข้ามาเป็นผู้รับสัมปทาน ซึ่งในกรณีที่กรมทางหลวงมีนโยบายให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินโครการทางยกระดับดอนเมืองภายหลังจากสัมปทานสิ้นสุดนี้ ด้วยการที่บริษัทฯ มีความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการโครงการทางยกระดับดอนเมืองมาตั้งแต่เริ่มก่อสร้างในปี 2532 ส่งผลให้บริษัทฯ มีความรู้ความเข้าใจในโครงการเป็นอย่างดี มีข้อมูลปริมาณและพฤติการณ์ของการจราจรในโครงการและพื้นที่ข้างเคียงเป็นอย่างดี ส่งผลให้บริษัทฯ มีความได้เปรียบในการจัดทำข้อเสนอการประมูลเพื่อเข้าเป็นผู้บริหารโครงการทางยกระดับดอนเมืองภายหลังจากสัญญาสัมปทานสิ้นสุดลงในปี 2577 ต่อไป อย่างไรก็ดีเนื่องจากปัจจุบันยังไม่ได้มีการศึกษาโดยกรมทางหลวงเพื่อกำหนดรูปแบบของการดำเนินโครงการภายหลังจาก สัญญาสัมปทานสิ้นสุด จึงยังมีความไม่แน่นอนถึงแนวทางการบริหารจัดการ รวมถึงแนวทางการแบ่งผลประโยชน์ระหว่างกรมทางหลวงกับเอกชน ซึ่งอาจเป็นรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง อันอาจรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะ รูปแบบของสัมปทานแบบ PPP Net Cost ที่เอกชนเป็นผู้จัดเก็บและเป็นเจ้าของรายได้ค่าผ่านทาง โดยมีค่าตอบแทนที่เหมาะสมให้กับกรมทางหลวงในรูปแบบค่าสัมปทานหรือส่วนแบ่งรายได้ เป็นต้น หรือรูปแบบของสัมปทานแบบ PPP Gross Cost ที่เอกชนเป็นผู้จัดเก็บรายได้และนำส่งให้กับกรมทางหลวง โดยเอกชนจะได้รับค่าตอบแทนตามจากกรมทางหลวงตามข้อเสนอ หรืออาจเป็นรูปแบบของสัญญาจ้างบริหาร เป็นต้น ซึ่งในแต่ละรูปแบบนั้นมีลักษณะของรายได้ที่แตกต่างกัน ทั้งในด้านโอกาสและความเสี่ยงของรายได้ซึ่งยังเป็นสิ่งที่ยังไม่สามารถคาดเดาได้ ณ ขณะนี้จนกว่าจะมีการศึกษาและอนุมัติตามขั้นตอนจนถึงมติคณะรัฐมนตรีต่อไป

นอกเหนือจากการเตรียมความพร้อมในส่วนของโครงการทางยกระดับดอนเมืองที่กล่าวข้างต้นแล้ว บริษัทฯ ยังได้ทำการศึกษาความเหมาะสมและความคุ้มค่าของโครงการใหม่อย่างต่อเนื่องตามแผนธุรกิจประจำปีของบริษัทฯ โดยมีคณะกรรมการพัฒนาธุรกิจ และคณะทำงานโครงการใหม่ เป็นฝ่ายสรรหาและศึกษาโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจรับสัมปทานดำเนินการและบำรุงรักษา ซึ่งบริษัทฯ มีเป้าหมายว่าจะใช้ความเชี่ยวชาญในการรับสัมปทานร่วมกับพันธมิตรเพื่อเข้าร่วมประมูลโครงการใหม่และลงทุนในโครงการที่มีความสามารถในการสร้างรายได้ให้กับบริษัทฯ เพื่อให้บริษัทฯ สามารถดำรงกิจการได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากบริษัทฯ ได้ดำเนินงานโครงการมาตลอดระยะเวลา 31 ปี มีความรู้ความเข้าใจในโครงสร้างและแนวทางการดำเนินงานและบริหารจัดการโครงการสัมปทานเป็นอย่างดี ตามมาตรฐานและข้อกำหนดของกรมทางหลวง และมีบุคลากรที่มีความรู้และมีความเชี่ยวชาญจึงทำให้บริษัทฯ มีโอกาสในการประมูลโครงการต่าง ๆ จำนวนมากตามนโยบายส่งเสริมร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐ และ เอกชน (Public Private Partnership: PPP)

(ที่มา : รายงาน แบบ 56-1 One Report ปี 2564 หัวข้อ ปัจจัยความเสี่ยง หัวข้อย่อย 3.1.2 ความเสี่ยงจากการไม่มีโครงการใหม่หากอายุสัมปทานสิ้นสุดลง ในความเสี่ยงหากสัญญาสัมปทานสิ้นสุดจากการหมดอายุสัมปทาน MOA 3/2550 ประกอบกับหัวข้อ 3.1.6 ความเสี่ยงจากการดำเนินธุรกิจภายใต้สัญญาสัมปทานกับหน่วยงานภาครัฐ)


ประเด็นคำถามเกี่ยวกับการลงทุน

คำถาม : ปัจจุบันบริษัทมีแผนที่จะใช้เงินสดที่มีอยู่มากหรือลงทุนเพิ่มเติมอย่างไร

คำตอบ : บริษัทฯ ก้าวข้ามวิกฤตโควิด-19 จาก 2 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นปี 2563 - 2564 ปัจจุบันยังคงติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์ต่างๆ อย่างรัดกุม ไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของโควิด สายพันธุ์ใหม่ สายพันธุ์โอมิครอน สภาวะเศรษฐกิจทั้งภายในและต่างประเทศที่มีปัจจัยมากระทบก่อนช่วงโควิด ตามที่มีรายงานข่าวเผยแพร่สู่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการบริหารการจัดของบริษัทฯจึงต้องคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน รวมทั้งวัตถุประสงค์หลักของการนำเงินจากการ IPO ไปจ่ายชำระหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยกับสถาบันการเงินทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว ซึ่งบริษัทฯ ดำเนินการครบถ้วนแล้วในปี 2564 และเงินส่วนที่เหลือนำมาเป็นทุนสำรองเพื่อใช้หมุนเวียนในการดำเนินงานของบริษัทอย่างต่อเนื่องไม่หยุดชะงัก ทั้งนี้ บริษัทฯ มีการดำเนินการเพื่อให้เกิดเป็นความยั่งยืนต่อไป ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 บริษัทฯ ไม่มีภาระหนี้ที่มีดอกเบี้ยกับสถาบันการเงิน ด้วยหนี้สินต่อทุนที่อยู่ในระดับที่ต่ำมากอย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบันมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (เท่า) (D/E Ratio) เท่ากับ 0.07 อัตราส่วนสภาพคล่อง ปรับเพิ่มขึ้นจาก 1.36 เท่า เป็น 1.81 เท่า เมื่อเปรียบเทียบ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 รวมทั้งมีวงเงินหมุนเวียนเพื่อสำรองไว้ใช้ในกิจการ ซึ่งยังมิได้เบิกใช้เป็นจำนวนเงินรวม 1,000 ล้านบาท (31 ธันวาคม 2564 : 1,000 ล้านบาท) ซึ่งทำให้บริษัทฯ มีสภาพคล่องที่แข็งแกร่งเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19) ได้ในระยะยาว มีความพร้อมในการขยายกิจการในการเข้าร่วมประมูลโครงการที่ภาครัฐเปิดประมูลเชิญชวนเอกชนเข้าร่วมลงทุน (Public Private Partnership) ในระหว่างปี 2565-2566 หลายโครงการ และมีความพร้อมในงานโครงการอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ทางด่วนหรือทางพิเศษ (Non-Toll Business) อย่างไรก็ตามบริษัทฯได้ดำเนินการในด้านนโยบายการจ่ายเงินปันผลโดย บริษัทฯ มีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 90.0 ของกำไรสำหรับปีภายหลังการจัดสรรทุนสำรองตามกฎหมายแล้วฯ ซึ่งในปี 2564 เป็นปีแรกที่บริษัทฯเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และได้ประกาศจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นละ 0.32 บาทต่อหุ้นซึ่งคิดเป็นร้อยละ 93.49 ของกำไรสุทธิโดยจ่ายจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน และบริษัทฯมีความตั้งใจในการดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง


คำถาม : ในอนาคต ถ้ามีการลงทุนเส้นทางใหม่ๆ จะมีโครงสร้างเงินทุนอย่างไร และมีความจำเป็นต้องเพิ่มทุนหรือไม่ครับ

คำตอบ : บริษัทฯ เตรียมความพร้อม และ ศึกษารายละเอียดของงานโครงการต่างๆเพื่อการเข้าร่วมประมูลโครงการที่ภาครัฐเปิดประมูลเชิญชวนเอกชนเข้าร่วมลงทุน (Public Private Partnership) ในระหว่างปี 2565-2566 หลายโครงการ ซึ่งโครงสร้างเงินลงทุนต้องเป็นไปตามข้อกำหนด หรือ RFP ของแต่ละโครงการ และบริษัทฯยังมีความพร้อมในงานโครงการอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ทางด่วนหรือทางพิเศษ (Non-Toll Business) ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ร่วมกับที่ปรึกษาเพื่อให้ได้ความเชื่อมั่นในความคุ้มค่าของการลงทุน


คำถาม : ประเมินทิศทางการดำเนินงานในครึ่งปีหลังอย่างไร ปีนี้จะเห็นการเข้าประมูลโครงการภาครัฐใหม่ๆ ไหมคะ ความคืบหน้าการขยายธุรกิจ Non-Toll Road Business เป็นอย่างไรบ้างคะ

คำตอบ : บริษัทฯ มีความพร้อมในการเข้าร่วมการประมูลโครงการทางด่วน/ทางพิเศษ ในปี 2565 ดังนี้

  1. โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองส่วนต่อขยายทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต - บางปะอิน (M5) –ซึ่งเป็นโครงการ Flagship ของบริษัท
  2. โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางขุนเทียน - บ้านแพ้ว (M82)
  3. โครงการทางพิเศษสายกะทู้ - ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย

สำหรับการขยายธุรกิจ Non-Toll Road Business ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจใน Sector อื่นๆ โดยการวิจัยพัฒนาภายในองค์กรเพื่อที่จะต่อยอดจากโครงการที่บริษัทฯ มีความเชี่ยวชาญ ที่จะสามารถทำรายได้ให้บริษัทฯ หรืออาจจะช่วยให้ลดต้นทุนในการดำเนินงาน

คำถาม : บริษัทมีแผนที่จะขยายเส้นทางการเดินรถหรือไม่ในอนาคต

คำตอบ : ในปี 2565 DMT มีแผนเข้าร่วมประมูลงานกับโครงการของภาครัฐ โดยได้เตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมโครงการต่างๆ ซึ่ง DMT มีความเชื่ยวชาญในการให้บริการการจัดเก็บรายได้ค่าผ่านทาง และการบำรุงรักษาทางยกระดับ โดยปัจจุบันคาดว่าภายในปี 2565 ภาครัฐจะมีการเชิญชวนให้เอกชนร่วมลุงทุน (Invitation To Bid: ITB) จำนวน 3 โครงการหลัก ดังนี้

  1. โครงการเชื่อมต่อทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงต่อขยายรังสิต - บางปะอิน (M5) ระยะทางประมาณ 22 กม.
  2. โครงการมอเตอร์เวย์บางขุนเทียน - บ้านแพ้ว (M82) ระยะทางประมาณ 25 กม.
  3. โครงการทางพิเศษสาย กะทู้ - ป่าตอง ที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นโครงการของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ระยะทางประมาณ 4 กม.

คำถาม : ช่วงโควิดบริษัทได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด

คำตอบ : DMT ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด โดยจะเปรียบเทียบกับปี 2019 ซึ่งยังไม่มีการระบาด ดังนี้

รายได้ค่าผ่านทาง/ Toll Revenue (Net) :

  • ปี 2020 ปรับลดลงจากปี 2019 เป็นจำนวน 769 ล้านบาท คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 27.32
  • ปี 2021 ปรับลดลงจากปี 2019 เป็นจำนวน 1,614 ล้านบาท คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 57.30
  • และปี 2021 ปรับลดลงจากปี 2020 เป็นจำนวน 845 ล้านบาท คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 41.26

กำไรสุทธิ / NPAT :

  • ปี 2020 ปรับลดลงจากปี 2019 เป็นจำนวน 367 ล้านบาท คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 31.69
  • ปี 2021 ปรับลดลงจากปี 2019 เป็นจำนวน 754 ล้านบาท คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 65.10
  • และปี 2021 ปรับลดลงจากปี 2020 เป็นจำนวน 387 ล้านบาท คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 48.92

คำถาม : บริษัทมีกลยุทธ์เชิญชวนผู้ขับมาใช้ทางด่วนให้มากขึ้นไหม

คำตอบ : DMT มีกลยุทธ์จะเชิญชวนให้ผู้ใช้ทางมาใช้ทางยกระดับดอนเมืองมากขึ้นมี 2 ประการ

  1. การปรับปรุงระบบเก็บค่าผ่านทางรูปแบบใหม่ที่จะเปิดให้บริการในวันที่ 30 มีนาคม 2565 นี้ ทั้งในรูปแบบอัตโนมัติด้วยบัตร M-Pass และ Easy Pass รวมถึงการเพิ่มรูปแบบการรับชำระค่าผ่านทางในรูปแบบบัตร EMV และ QR Code ในช่องเงินสด จะเป็นการเพิ่มความรวดเร็วแก่ผู้ใช้ทางซึ่งจะทำให้ผู้ใช้ทางมาใช้ทางยกระดับเพิ่มขึ้น โดยบัตรเครดิตและเดบิต ที่เป็น VISA และ Master Card จะสามารถนำยอดค่าใช้จ่ายไปแลกเป็นคะแนนของผู้ออกบัตร หรือ จะสะสมเป็น Cash Back ได้
  2. การพัฒนาระบบลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Relation Management: CRM) ผ่าน Line Official Account ที่จะเปิดใช้งานในไตรมาสที่ 2 ปี 2565 ซึ่ง DMT มีแผนจะให้ผู้ใช้ทางสามารถสะสมยอดค่าผ่านทางเปลี่ยนเป็นคะแนนสะสมไว้สำหรับสิทธิพิเศษต่างๆ อาทิ แลกสินค้าและบริการกับพันธมิตรได้ ในอนาคตอันใกล้นี้

คำถาม : การตรวจสภาพถนนบนทางด่วน ปีละกี่ครั้ง และมีหน่วยตรวจสอบเส้นทางที่ชำรุดบ้างไหม

คำตอบ : DMT มีการดำเนินการตรวจสอบสภาพถนนของทางยกระดับเพื่อให้อยู่ในสภาพที่พร้อมในการให้บริการอย่างสม่ำเสมอ โดยมีกิจกรรมดังนี้

  1. ตรวจสอบความฝืดด้วย Grip Tester/ความขรุขระด้วย Laser Profilometer ปีละ 1 ครั้ง
  2. ตรวจสอบประจำผิวทาง อย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง
  3. การดูดกวาด ทำความสะอาดถนนวันละ 1 ครั้ง
  4. ตรวจสอบของตกหล่น ทุกๆ ชั่วโมง

นอกจากนั้นแล้วได้ตรวจสอบค่าความส่องสว่างของไฟฟ้าสายทาง ปีละ 2 ครั้ง จึงให้ความเชื่อมั่นได้ว่า ทางยกระดับมีความพร้อมในการให้บริการอย่างปลอดภัย

ประเด็นคำถามเกี่ยวกับคาดการณ์ผลประกอบการปี 2564 และปี 2565

  1. ปีนี้ทั้งปี มองว่าผลประกอบการจะเติบโตกว่าปีก่อนได้หรือไม่ จากปัจจัยใดหนุน
  2. มองรายได้ และกำไรในปี 65 จะเติบโตอย่างไร มีโครงการใดเข้ามาหนุนบ้าง
  3. ไตรมาส 4/64 เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/64 และช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลการดำเนินงานเป็นอย่างไร
  4. แนวโน้มผลการดำเนินงานปีนี้และปีหน้า ประเมินไว้อย่างไรบ้าง รายได้และกำไรปีนี้วางไว้ที่เท่าไหร่จะทำได้ตามเป้าหมายหรือไม่ และปีหน้าคาดว่าเติบโตเท่าไหร่จากส่วนไหนบ้าง

คำตอบ : สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2564 เทียบกับไตรมาส 3/2564 บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2564 จะปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3/2564 สืบเนื่องจากการคลายล็อคและมาตรการการเปิดประเทศที่ผ่านมาของภาครัฐ ส่งผลให้ปริมาณจราจรในเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3/2564 อีกทั้งการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพของบริษัทฯ และเมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 4/2563 แล้วมีปัจจัยที่แตกต่างกัน เนื่องจากในปลายปี 2563 ที่ผ่านมาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ไม่รุนแรงเท่ากับปลายปี 2564 ผลการดำเนินงานจะมีความแตกต่างกันตามปัจจัยดังกล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2564 ไม่มีปัจจัยเกื้อหนุนการเติบโต เนื่องจากการมี lockdown จำนวน 2 ครั้ง ในเดือนพฤษภาคม และในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ซึ่งปริมาณจราจรลดลงในไตรมาส 2/2564 และลดลงอย่างมีนัยสำคัญใน ไตรมาส 3/2564 จากนั้นสถานการณ์ปริมาณจราจรมีแนวโน้มดีขึ้น และค่อยๆ สูงขึ้นตามมาตรการคลายล็อคของภาครัฐ ประกอบกับกิจกรรมการเดินทางในภาพรวมของโครงข่ายการจราจรดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน มากกว่านั้น บริษัทฯ ยังคงมีการควบคุมการจัดการต้นทุนการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ยังสามารถรักษาผลประกอบการให้คงมีกำไร และสามารถจ่ายเงินปันผลได้

ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดปี 2563-2564 ซึ่งภาครัฐมีมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม และมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการกระจายการฉีดวัคซีนเข้าถึงทุกกลุ่ม ซึ่งเป็นปัจจัยหนุน คาดว่ากิจกรรมการเดินทางในภาพรวมมีแนวโน้มดีขึ้น ซึ่งโทล์ลเวย์ เป็นโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับกิจกรรมการเดินทาง ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพในภาวะวิกฤติ ดังนั้น คาดว่าสถานการณ์ผลประกอบการในปี 2565 จะดีกว่าปี 2564


ประเด็นคำถามเกี่ยวกับผลกระทบและการมาตรการรับมือกับโรคโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน

  1. โอมิครอนเริ่มแพร่ระบาด หากมีการล็อกดาวน์อีกรอบ มองผลกระทบ และวิธีการรับมือเอาไว้อย่างไร
  2. บริษัทประเมินผลกระทบโอมิครอน ต่อผลการดำเนินงานอย่างไรบ้างในอนาคต และมีแผนรับมือในปีหน้าอย่างไร

คำตอบ : จากวิกฤติต่างๆ ที่บริษัทฯ ได้ผ่านมาทั้งในอดีต และในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา (2563-2564) ซึ่งบริษัทฯ มีแผนการบริหารการจัดการทางการเงินเพื่อไม่ให้ธุรกิจหยุดชะงักอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ มีการวางแผนทางการเงินไว้ล่วงหน้า ดังนั้น สำหรับกรณีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน เพื่อให้เห็นภาพเข้าใจได้ง่าย ขอเปรียบเทียบกับปี 2563 ที่มีการ lockdown 1 ครั้ง บริษัทฯ สามารถปันผลได้ 0.50 บาท ถ้า lockdown 2 ครั้ง ก็สามารถจ่ายปันผลได้ 0.25-0.30 บาท ทั้งนี้ ที่กล่าวมาไม่ได้เป็นการเชิญชวนการลงทุน เป็นเพียงการอธิบายเพื่อให้นักลงทุนเข้าใจได้ง่ายๆ ไม่ต้องลงรายละเอียดตัวเลขมาก โดยในปีนี้บริษัทฯ ได้จ่ายปันผลไปแล้ว 0.07 บาท และคาดว่าจะจ่ายได้อีก 0.23 บาท ในการประชุม AGM ในปีหน้า คือ ปี 2565 โดยบริษัทฯ เชื่อมั่นว่าจะสามารถรับมือกับโรคโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนได้เหมือนกับที่ผ่านมา ที่สำคัญคือ ปัจจุบันภาระหนี้ที่มีดอกเบี้ยหมดแล้ว อีกทั้งบริษัทฯ มีลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ค่อนข้างมาก เพื่อให้มีสภาพคล่องและสามารถจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้ อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต


ประเด็นคำถามเกี่ยวกับการใช้ทางด่วนฟรี ในช่วงวันหยุดวันสำคัญต่างๆ

  1. ในช่วงหยุดยาวปีใหม่ จะมีฟรี ให้ขึ้นทางด่วนเส้นทางใดบ้าง
  2. วันสำคัญของชาติ ทำไมไม่เคยให้ประชาชนใช้ฟรีบ้าง เพื่อตอบแทนสังคม

คำตอบ : บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องจัดเก็บค่าผ่านทาง ตามข้อตกลงที่กำหนดในสัญญาสัมปทานที่มีต่อกรมทางหลวง โดยที่ในสัญญาสัมปทานดังกล่าวไม่ได้กำหนดให้ยกเว้นจัดเก็บค่าผ่านทางในวันหยุดราชการ วันสำคัญของชาติ และวันสำคัญอื่น ๆ แต่อย่างใด


ประเด็นคำถามแผนการลงทุน

  1. แผนการลงทุนในปี 65 มีหรือไม่ ใช้งบเท่าไหร่

คำตอบ : บริษัทฯ อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมประมูลโครงการของภาครัฐ ในปี 2565 เช่น โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองส่วนต่อขยายทางยกระดับอุตราภิมุข ช่วงรังสิต – บางปะอิน หรือ (M5), โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางขุนเทียน – บ้านแพ้ว (M82) , โครงการทางพิเศษ (ทางด่วน) สายกะทู้-ป่าตอง จ.ภูเก็ต และที่พักริมทาง (Rest Area)