จัดทำแผนบริหารความเสี่ยง (Business Continuity Plan : BCP) และพัฒนาต่อยอดระบบ ERP ในส่วนของการซ่อมบำรุง

จัดทำแผนบริหารความเสี่ยง (Business Continuity Plan : BCP)

บริษัทฯ ได้ประสบความสำเร็จในการจัดทำแผนบริหารความเสี่ยง (Business Continuity Plan : BCP) สำหรับทุกส่วนงานในองค์กร โดยเฉพาะทางด้านเทคโนยีสารสนเทศ เพื่อใช้รองรับสถานการณ์กรณีเกิดสภาวะวิกฤติ รวมถึง กำหนดใช้พื้นที่ปฏิบัติงานสำรอง ซึ่งเป็นแผนงานต่อเนื่องจากการปรับปรุงขั้นตอนการควบคุมภายในของบริษัทฯ ให้เป็นไปตามมาตรฐาน COSO (Committee of Sponsoring Organization of the Treadway Commission) ตามความเห็นของบริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย ที่ปรึกษาธุรกิจ จำกัด

พัฒนาต่อยอดระบบ ERP ในส่วนของการซ่อมบำรุง

บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับบริษัท เมโทรโพลิแทน เอ็กซ์เพรสเวย์ จำกัด จากประเทศญี่ปุ่น ได้ดำเนินการพัฒนาต่อยอดระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) ในส่วนงานซ่อมบำรุงรักษาทางยกระดับดอนเมืองและการบริหารทรัพย์สินของระบบอุปกรณ์หลัก (Asset Management) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการงานซ่อมบำรุงรักษาระบบและอุปกรณ์บนทางยกระดับดอนเมือง จนสามารถใช้งาน (Go Live) ได้เป็นผลสำเร็จตามแผนในเดือนกรกฎาคม 2558 ซึ่งบริษัทฯ เชื่อมั่นว่าการดำเนินงานดังกล่าวจะส่งผลทำให้การบริหารจัดการภายในที่มีประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น อันส่งผลดีต่อแผนการนำหุ้นสามัญของบริษัทฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อไป

ปรับปรุงกระบวนการบริหารจัดการภายใน (Internal Control)

บริษัทฯ ได้ดำเนินการปรับปรุงกระบวนการบริหารจัดการภายใน (Internal Control) ไม่ว่าจะเป็นการจัดโครงสร้างบริษัทฯ การปรับปรุงระบบบริหารจัดการภายใน การกำหนดระเบียบปฏิบัติต่างๆ ให้เป็นไปตามมาตรฐานของ Committee of Sponsoring Organization of the Treadway Commission (COSO) ตามคำแนะนำของบริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย ที่ปรึกษาธุรกิจ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาธุรกิจของบริษัทฯ โดยการสอบทานและปรับปรุงระบบบริหารจัดการภายใน ก็เพื่อความโปร่งใสและเป็นมาตรฐาน รวมถึงเป็นการเตรียมความพร้อมของบริษัทฯ ในการดำเนินการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ต่อไป

เปิดตัวการใช้บัตร Smart Purse ชำระค่าผ่านทางอย่างเป็นทางการ และศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบจัดการจราจรและอำนวยความสะดวก

เปิดตัวการใช้บัตร Smart Purse ชำระค่าผ่านทางอย่างเป็นทางการ

เพื่อเพิ่มความพึงพอใจและความสะดวกให้ผู้ใช้ทางในการชำระค่าผ่านทาง บริษัทฯ ได้มีความร่วมมือกับบริษัท ไทยสมาร์ทคาร์ด จำกัด ในฐานะผู้ให้บริการบัตรสมาร์ทเพิร์ส ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ บมจ. ซีพีออลล์ ผู้ให้บริการร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ในการดำเนินการทดลองการใช้บัตรสมาร์ทเพิร์ส สำหรับเป็นทางเลือกให้แก่ผู้ใช้ทางในการชำระค่าผ่านทาง โดยบริษัทฯ ได้ดำเนินการทดลองใช้บัตรสมาร์ทเพิร์สมาตั้งแต่ปี 2553 จนได้รับความเห็นชอบจากกรมทางหลวงในฐานะผู้ให้สัมปทานในปี 2555 และในเดือนมกราคม 2556 จึงได้จัดงานเปิดตัวการใช้บัตร Smart Purse เพื่อชำระค่าผ่านทาง อย่างเป็นทางการ รวมถึงมีโครงการส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพื่อกระตุ้นยอดใช้บัตร Smart Purse ในการชำระค่าผ่านทางให้มากยิ่งขึ้น

การศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบจัดการจราจรและอำนวยความสะดวก

จากการที่ระบบการจัดการจราจรและอำนวยความสะดวกในปัจจุบันได้ใช้งานมาตลอด 24 ชั่วโมงเป็นระยะเวลา 18 ปี ซึ่งในขณะนี้ได้มีเทคโนโลยีและSoftware สมัยใหม่ที่สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการช่วยเหลือให้การทำงานของผู้ปฏิบัติงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพและแม่นยำยิ่งขึ้น รวมถึงจะช่วยให้ข้อมูลแก่ผู้ใช้ทางให้ดียิ่งขึ้น เช่น การพัฒนาอุปกรณ์ CCTV อุปกรณ์ Matrix Sign หรือ Variable Message Sign เป็นต้น อีกทั้ง จากการที่ห้องศูนย์ควบคุมการปฏิบัติการ (Communication & Control Unit) และ IT Data Center อยู่ที่ชั้น 1 ซึ่งมีความเสี่ยงต่อเหตุการณ์ภาวะน้ำท่วม ด้วยเหตุนี้ บริษัทฯ จึงเห็นควรที่จะมีการพัฒนาระบบการจัดการจราจรและอำนวยความสะดวกให้ดียิ่งขึ้น รวมไปถึงเตรียมการย้ายห้องศูนย์ควบคุมการปฏิบัติการ (Communication & Control Unit) และ IT Data Center ขึ้นมาอยู่ที่ชั้น 2 ซึ่งจะช่วยให้สามารถให้บริการทางยกระดับได้ตามปกติ (Business Continuity plan) แม้ในภาวะน้ำท่วม ดังนั้น บริษัทฯ จึงได้หารือแนวทางการพัฒนาระบบดังกล่าวร่วมกับบริษัท Metropolitan Expressway จำกัด (“MEX”) ผู้เชี่ยวชาญการให้บริการทางด่วนทั้งแบบทางด่วนยกระดับ ทางด่วนพื้นราบ และทางด่วนในอุโมงค์ระยะทางรวมประมาณ 300 กิโลเมตร ที่เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งนำไปสู่การแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันต่อไปอีกด้วย และยังเป็นการก้าวเข้าสู่ความเป็นสากลของบริษัทฯ ให้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ การศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบดังกล่าวแล้วเสร็จในปี 2556 ซึ่งบริษัทฯ จะดำเนินการออกแบบรายละเอียดเพื่อการดำเนินการก่อสร้างต่อไป

ปรับเปลี่ยนมาตรฐานการบันทึกบัญชีและประยุกต์ใช้ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning)

การปรับเปลี่ยนมาตรฐานการบันทึกบัญชี

บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนมาตรฐานการบันทึกการบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่ออกและปรับปรุงใหม่ (TFRS) เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานระหว่างประเทศ (IFRS) โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554 เพื่อความโปร่งใสในการแสดงข้อมูลทางการเงินของบริษัทฯ รวมถึงเป็นการเตรียมความพร้อมของบริษัทฯ สำหรับการดำเนินการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อไป

การประยุกต์ใช้ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning)

บริษัทฯ ยังได้นำระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) มาประยุกต์ใช้ ซึ่งเป็นการบริหารจัดการด้านข้อมูลและขั้นตอนการทำงานผ่านระบบ สำหรับใช้ในการบริหารจัดการและการควบคุมภายในของบริษัทฯ เพื่อลดขั้นตอนและความซ้ำซ้อนหรือข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ทำให้เกิดการควบคุมภายในที่ดีและมีประสิทธิภาพ โดยบริษัทฯ ได้คัดเลือกระบบของ SAP Business One (SAP B1) ซึ่งมีบริษัท เคอร์เนิล คอนซัลติ้ง จำกัด เป็นผู้ดำเนินการติดตั้งระบบ และมีบริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย ที่ปรึกษาธุรกิจ จำกัด เป็นที่ปรึกษาของบริษัทฯ โดยเริ่มใช้ระบบตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554

ดำเนินการออกหุ้นกู้มูลค่ารวม 7,000 ล้านบาทและจ่ายเงินปันผลเป็นครั้งแรก

ในเดือนธันวาคม 2553 บริษัทฯ ดำเนินการออกหุ้นกู้มูลค่ารวม 7,000 ล้านบาท เป็นผลสำเร็จ โดยแบ่งออกเป็น 7 ชุด อายุตั้งแต่ 3-10 ปี ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยคงที่เฉลี่ยร้อยละ 4.84 เพื่อนำเงินมาชำระคืนเงินต้นก่อนกำหนดทั้งหมดให้แก่กลุ่มเจ้าหนี้ธนาคารพาณิชย์ตามสัญญาสินเชื่อ จากการออกหุ้นกู้ดังกล่าว ทำให้บริษัทฯ สามารถกำหนดต้นทุนทางการเงินหรืออัตราดอกเบี้ยคงที่ได้ในระยะยาว รวมถึงเป็นการปลดหลักประกัน และลดการควบคุมการใช้เงินผ่านบัญชีที่ควบคุมโดยตัวแทนหลักประกัน ตลอดจนช่วยในการวางแผนในการขยายธุรกิจต่อไป นอกจากนี้ ยังเป็นปีแรกตั้งแต่เริ่มประกอบกิจการที่บริษัทฯ สามารถจ่ายเงินปันผลได้

ลงนามบันทึกข้อตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาสัมปทานทางหลวงฉบับที่ 3/2550

หลังจากเปิดให้บริการทางหลวงสัมปทานทั้ง 2 ส่วน บริษัทฯ ได้รับผลกระทบทางการเงินอย่างรุนแรงอันเนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาสัมปทานจากทางภาครัฐ ทำให้บริษัทฯ มีผลประกอบการที่ขาดทุนมาตลอดตั้งแต่เริ่มดำเนินกิจการ และมีผลขาดทุนสะสมสูงสุดในปี 2549 จำนวน 5,601 ล้านบาท จนทำให้บริษัทฯ ได้เข้าสู่กระบวนการเจรจาเพื่อการปรับโครงสร้างหนี้กับกลุ่มเจ้าหนี้สถาบันการเงินและกลุ่มเจ้าหนี้ผู้รับเหมาก่อสร้างหลายครั้งในช่วงระหว่างปี 2541-2551 รวมถึงการเจรจากับภาครัฐตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาในการเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อบริษัทฯ โดยไม่ต้องนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการทางศาล จนในที่สุดบริษัทฯ สามารถบรรลุข้อตกลงและได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาสัมปทานฉบับ 3/2550 ลงวันที่ 12 กันยายน 2550 โดยมีเงื่อนไขที่ได้รับการปรับปรุงที่สำคัญ ได้แก่ การปรับอัตราราคาค่าผ่านทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้าตามสัญญาสัมปทานโดยไม่ต้องขออนุมัติ และได้รับการขยายอายุสัมปทานจนไปสิ้นสุดวันที่ 11 กันยายน 2577 จนทำให้ฐานะทางการเงินของบริษัทฯ เริ่มฟื้นตัวขึ้นเป็นลำดับ รวมถึงการนำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างทางการเงินในหลายด้าน เช่น ผู้ร่วมลงทุนใหม่ (Strategic Partner) การเจรจาจัดหาแหล่งเงินกู้ใหม่ การออกหุ้นกู้ และการดำเนินการเพื่อเตรียมความพร้อมในการนำหุ้นสามัญของบริษัทฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ต่อไป

ก่อสร้างโครงการส่วนต่อขยายด้านทิศเหนือและลงนามบันทึกข้อตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาสัมปทานทางหลวงฉบับที่ 2/2539

รัฐบาลมีความประสงค์ให้บริษัทฯ ขยายเส้นทางออกไปทางทิศเหนือตั้งแต่ กม. 21+100 บริเวณดอนเมือง ถึง กม. 26+700 บริเวณอนุสรณ์สถานแห่งชาติ (ต่อจาก “โครงการส่วนเริ่มต้น” อีกประมาณ 5.6 กิโลเมตร) เรียกว่า “โครงการส่วนต่อขยายด้านทิศเหนือ” เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรแออัดบริเวณหน้าสนามบินดอนเมือง โดยรัฐบาลได้จัดหาแหล่งเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรนระยะยาวจำนวน 8,500 ล้านบาท เพื่อมาใช้คืนหนี้ของเจ้าหนี้เดิม ปรับปรุงอัตราค่าผ่านทาง ขยายอายุสัมปทานจากปี 2557 ไปถึงปี 2564 และกระทรวงการคลังเข้ามาลงทุนในบริษัทฯ จำนวน 3,000 ล้านบาท ดังนั้น บริษัทฯ จึงสามารถขยายโครงการดังกล่าวได้และมีการลงนามบันทึกข้อตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาสัมปทานทางหลวงฉบับที่ 2/2539 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2539

ลงนามบันทึกข้อตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาสัมปทานทางหลวงฉบับที่ 1/2538

บริษัทฯ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาสัมปทานทางหลวงฉบับที่ 1/2538 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2538 และเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 3,622 ล้านบาท ขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม เพื่อใช้ในการก่อสร้างโครงการ

โครงการส่วนเริ่มต้นเปิดใช้อย่างเป็นทางการและแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน

โครงการส่วนเริ่มต้นได้เปิดให้ประชาชนใช้สัญจรอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2537 จากนั้น บริษัทฯ ได้มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อบริษัทและแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน โดยเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ทางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) และเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 3,500 ล้านบาท ขายให้กับผู้ถือหุ้นเดิม เพื่อใช้ในการก่อสร้างโครงการ

ลงนามสัญญาสัมปทานโครงการก่อสร้างทางยกระดับ

บริษัทฯ ได้ลงนามสัญญาสัมปทานโครงการก่อสร้างทางยกระดับจากกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2532 โดยได้เริ่มก่อสร้างทางยกระดับตั้งแต่กม. 5+700 บริเวณดินแดง ถึง กม. 21+100 บริเวณดอนเมือง ระยะทางประมาณ 15.4 กิโลเมตร ซึ่งเรียกว่า “โครงการส่วนเริ่มต้น”

ก่อตั้งบริษัทด้วยทุนจดทะเบียน 1,304 ล้านบาท

จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทฯ ในรูปแบของบริษัทจำกัด โดยบริษัท ดิคเกอร์ฮอฟฟ แอนด์ วิดมานน์ จำกัด และบริษัท ศรีนครการโยธา จำกัด ภายใต้ชื่อ บริษัท ดอนเมืองโทล์ลเวย์ จำกัด เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2531 ด้วยทุนจดทะเบียน 1,304,000,000 บาท